วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เศรฐกิจของเกาหลี

ลักษณะทั่วไปทางเศรษฐกิจของเกาหลี

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี โดยมีเส้นขนานที่ 38 แบ่งกั้นระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี(เกาหลีใต้) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
พื้นที่ 99,392 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 45 ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี (1 ใน 5 ของไทย)
ประชากร 48.2 ล้านคน (ณ มีนาคม 2548)
เมืองหลวง กรุงโซล (Seoul)
เมืองที่สำคัญ ปูซาน แตจอน แตกู อินชอน และกวางจู
สมาชิกสหประชาชาติ 17 กันยายน 2534
GDP ต่อหัว รายได้ต่อหัว (PPP) 22,050 ดอลลาร์สหรัฐ (2548)
หน่วยเงินตรา ประมาณ 1,000 วอน ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ภูมิอากาศ มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว เดือน มิ.ย.- ส.ค.เป็นช่วงฝนตกชุก อุณหภูมิโดยเฉลี่ย -5 C ในฤดูหนาว และ 33 C ในฤดูร้อน
ศาสนา มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ 46% โปรเตสแตนต์ 39% คาทอลิก 13% ขงจื๊อ 1%และอื่นๆ 1%
การศึกษา ภาคบังคับ 9 ปี
อัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 98
บุคคลสำคัญ : ประธานาธิบดี นาย Roh Moo-hyun (โน มูเฮียน) รับตำแหน่งเมื่อ 25 ก.พ. 2546

เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญของเกาหลีใต้


ที่มา: Bank of Korea, Ministry of Finance and Economy, Natinal Statistic Organization,
IMF

จากตารางจะเห็นว่า Normimal GDP ในปี 2547 สูงขึ้นจากปี 2546 15.2 (พันล้าน uss) เนื่องมาจากมูลค่าการค้าระหว่างประเทศได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 7.7 พันล้าน uss ดุล บัญชีเดินสะพัดก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 7.6 พันล้านuss มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2546 1.9 พันล้านuss มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปี 2546 8.2 พันล้านuss อัตราเงินเฟ้อคงที่ อัตราการว่างงานลดลง 0.1%จากปี 2546 อันเนื่องจากมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ถึงแม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งค่าขึ้นจากปี 2546 7.1 won/uss และการเป็นหนี้ต่างประเทศก็ ยังเพิ่มขึ้นจากปี 2546 12.6 พันล้านuss รวมถึงการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศก็มีลักษณะ ชะลอตัวลงจากปี 2546 ซึ่งผลของการที่ การบริโภคและการลงทุนในประเทศลดลงทำให้ Real GDP Growth (%)ลดลงจากปี 2546 ในอัตรา 1.9 ( % )จากความซบเซาอย่างหนักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2546 ที่มีผลมาจากความตรึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีเกี่ยวกับปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ ตาม ด้วยผลกระทบจากสงครามอิรัก และการแพร่ระบาดของโรค SARS ประกอบกับการบริโภคและ การลงทุนภาคธุรกิจภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2547 นั้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้กลับดีขึ้นกว่าในปี 2546 มาได้นั้นเป็นผลมาจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมดีขึ้น โดยเฉพาะ ด้านการค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าและมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแทนการบริโภคและการลงทุนที่ชะลอตัวลง
ประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้
เกาหลีใต้มีรายได้ต่อหัวต่อปีประมาณ 100 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2,000 กว่าบาท
เมื่อทศวรรษ 2490 พ.ศ. เพิ่มเป็น 4,400 เหรียญหรือ 110,000 บาทต่อปี (รายได้ต่อหัวของไทยปี 2532
เท่ากับ 1,230 เหรียญ หรือ30,750 บาทต่อปี) การเปลี่ยนแปลงของเกาหลีใต้รวดเร็วมาก ความสำเร็จ
ในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจนับเป็นเรื่องน่าทึ่ง แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้อย แต่มีประชากรหนาแน่น มีอัตราความหนาแน่นของประชากรต่อเนื้อที่สูงถึง 440 คนต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าในอังกฤษในระดับ 33 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ต่ำกว่าบังคลาเทศ ณ ระดับ 756 คนต่อตารางกิโลเมตร ที่ดินส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ที่เหมาะจะทำการเพาะปลูกได้มีเพียงร้อยละ 25 และยังมีแร่ธาตุน้อย เพื่อจะเข้าใจว่าเหตุใดเกาหลีใต้จึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และใช้ยุทธวิธีอะไรจึงต้อง ศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยจะแบ่งช่วงการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 ช่วง คือ
1. สมัยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น พ.ศ.2453-2489
2. แผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พ.ศ. 2504-2522
3. เปิดเสรี -ปัจจุบัน
1. ช่วงที่ 1 สมัยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น พ.ศ.2453-2489
ช่วงที่เกาหลีใต้ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นนั้น ประเทศมีฐานะยากจน เป็นประเทศกสิกรรม ญี่ปุ่นได้เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก เข้าครอบครองที่ดินบางส่วน จัดระบบการศึกษา โดยใช้ เกาหลีใต้เป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดสำหรับสินค้าญี่ปุ่น
ช่วงตกเป็นอาณานิคม ญี่ปุ่นครอบงำเกาหลีใต้มาก และทารุณกรรมจนคนเกาหลีใต้เกลียดชังญี่ปุ่น ทั้งช่วงปกติและช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงเกาหลีใต้จำนวนมากต้องเป็นโสเภณี เป็นนางบำเรอให้ทหารญี่ปุ่น ชาวเกาหลีใต้ถูกส่งไปทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นไม่ยอมให้โอนสัญชาติ ยังถือว่าเป็นคนต่างด้าวต้องถูกพิมพ์นิ้วมือ และถูกเหยียดหยามเป็นคนชั้นสองในญี่ปุ่น
เกาหลีเป็นอาณานิคมญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2453 แต่ญี่ปุ่นเข้ามีอิทธิพลในเกาหลีใต้ก่อนหน้านั้น แล้ว โดยบังคับให้เปิดประเทศทำการค้าด้วยตั้งแต่ พ.ศ.2319 ช่วงตกเป็นอาณานิคมนี้ เกาหลีเป็นสังคมเกษตร กว่า 80% ของประชากรเป็นชาวนาและยากจน เศรษฐกิจอยู่ใต้การครอบงำของกษัตริย์ราชวงศ์ยี่ ซึ่งปกครองเกาหลีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 24 สังคมเกาหลีก็ยังยากจน ผู้ปกครองคอรัปชั่น และราชวงศ์สนใจแต่พรรคพวกตนเอง ไม่ทำนุบำรุงบ้านเมืองที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน คนธรรมดาเป็นเจ้าของไม่ได้ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินคือราชวงศ์ขุนนาง ซึ่งได้รับพระราชทานที่ดินขนาดใหญ่ จึงมีระบบเจ้าที่ดิน (Land Lordism) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ร้อยละของชาวนาเป็นผู้เช่านา อำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์และขุนนาง ผู้คนถูกควบคุมผ่านระบบเจ้าของที่ดิน การสืบทอดมรดกและอภิสิทธิ์ของขุนนาง ลัทธิขงจื้อถูกใช้เป็นเครื่องมือของระบบสังคมที่เป็นชนชั้น และมีการแบ่งชั้นต่ำสูง เป็นข้อจำกัดของการเคลื่อนย้ายทรัพยากรและแรงงงานเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
ดังนั้นเกาหลีภายใต้ราชวงศ์ยี่ จึงมีระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และถูกครอบงำโดยญี่ปุ่นและจีน ทั้งสองประเทศนี้แย่งกันครอบงำเกาหลี หลังจากจีนแพ้สงครามญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2445 เกาหลีซึ่งเคยอยู่ใต้อิทธิพลของจีนจึงตกเป็นประเทศในครอบครองของญี่ปุ่น ต่อมา พ.ศ. 2453 ญี่ปุ่นรวมเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตน ชาวเกาหลีบางส่วนหนีไปแมนจูเรีย เซี่ยงไฮ้ และฮาวาย ญี่ปุ่นครอบครองเกาหลีจนแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ในปี พ.ศ. 2488

ผลกระทบของการตกเป็นอาณานิคม มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย
ญี่ปุ่นจำกัดสิทธิเสรีภาพภายใต้การก่อตั้งสมาคม หนังสือพิมพ์ ไม่ให้มีการสอนวิชาภาษาเกาหลี ประวัติศาสตร์เกาหลีในโรงเรียนไม่ได้ช่วยปรับปรุงสภาพการถือครองที่ดินภาคเกษตร โดยในปี พ.ศ. 2456 ร้อยละ 40 ของครอบครัวชาวนาชาวไร่เป็นผู้เช่านาล้วน ๆ ประมาณร้อยละ 80 มีลักษณะเป็นผู้เช่าหรือเช่าบางส่วน เมื่อถึงทศวรรษ 2460 ประมาณกันว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้เช่ามีระดับการครองชีพต่ำกว่าระดับพอยังชีพขั้นพื้นฐาน หลาย ๆ คนไม่อาจจ่ายภาษี ทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐบาลอาณานิคมญี่ปุ่น ชาวนาจำนวนมากต้องถูกไล่ออกจากที่ดินและอพยพย้ายออกไปต่างประเทศ
ช่วงที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเข้าเป็นเจ้าของที่ดินในภาคเกษตร ไม่ได้เข้ามาช่วยพัฒนาอะไรมาก ไม่ได้ช่วยสร้างผลผลิตส่วนเกินภาคเกษตร แต่เก่งในการดูดเอาส่วนเกินออกไป (ในรูปค่าเช่า ดอกเบี้ย) มูลค่าค่าเช่าคิดเป็นร้อยละ 50 ของผลผลิต และในเขตอุดมสมบูรณ์ภาคใต้ค่าเช่าอาจสูงถึงร้อยละ 90 นอกจากนี้รัฐบาลเจ้าอาณานิคมยังเก็บภาษีข้าวจากชาวนาทศวรรษ 2470 ร้อยละ40 ของผลผลิตถูกส่งออกขายนอกจากนี้ยังเก็บภาษีรายได้ของชาวนา
ดังนั้น ช่วงพ.ศ. 2453-2483 ผลผลิตเกษตรเพิ่มร้อยละ 74 ข้าวที่บริโภคเฉลี่ยต่อคนลดลง นอกจากภาคเกษตรจะถูกดูดส่วนเกินออกไปในรูปของค่าเช่า ทำให้ชาวนายากจนแล้ว ในภาคเมืองคนจนเมืองก็เกิดขึ้น ข้อมูลที่มีแสดงว่าช่วง พ.ศ.2453-2483 รายได้ของคนงานในเมืองโดยเฉลี่ยลดลงร้อยละ 33 รัฐบาลญี่ปุ่นที่ครอบครองเกาหลีอยู่ ไม่ส่งเสริมการลงทุนของเกาหลี และสนับสนุนให้ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาครอบงำธุรกิจทุกสาขา
ผลกระทบของญี่ปุ่นในด้านความเปลี่ยนแปลงและความทันสมัย
เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาครอบครอง ได้ยกเลิกระบบกษัตริย์ ระบบเศรษฐกิจเกษตรถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นการผลิตเพื่อการค้าอย่างกว้างขวาง ขยายและส่งเสริมระบบถือครองที่ดินโดยเอกชน
ผลผลิตภาคเกษตร เจริญเติบโตในอัตราเดียวกับอัตราการเพิ่มของประชากรแต่ผลผลิตภาค อุตสาหกรรมเพิ่มรวดเร็วกว่า
อุตสาหกรรมสมัยตกเป็นอาณานิคม
ญี่ปุ่นใช้เกาหลีเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการสะสมอาวุธในการทำสงคราม
โลกครั้งที่สอง นับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 อันเป็นระยะเดียวกับที่ญี่ปุ่นได้บุกแมนจูเรีย (พ.ศ.2474) และ
เข้าครอบครองภาคใต้ของจีน (พ.ศ. 2480)
ญี่ปุ่นบังคับให้แรงงานเกาหลีออกจากนามาทำงานโรงงานของพวกเขา ปลายทศวรรษ 2470
นั้น สัดส่วนของการผลิตอุตสาหกรรมในเกาหลีมีถึงร้อยละ 29 ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมาก แม้เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว อุตสาหกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในที่ที่เป็นเกาหลีเหนือในปัจจุบัน
เป็นอุตสาหกรรมหนักเช่น เหล็ก ถ่านหิน แต่การเกษตร อุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอ และการผลิต
เครื่องจักรบางส่วนอยู่ในเขตภาคใต้ ซึ่งมีประชากรหนาแน่นกว่า
การพัฒนาความเป็นเมืองขยายตัวขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นเข้าครอบครอง
เกาหลี กรุงโซล (Seoul) มีประชากรเพียง 200,000 คน พอสิ้นสุดการตกเป็นอาณานิคม (2488) เพิ่ม
เป็น 1 ล้านกว่าคน
การพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลี เกี่ยวโยงกับการค้ากับญี่ปุ่นสูงมาก ทำให้มีลักษณะ
เศรษฐกิจเปิด กล่าวคือสัดส่วนการค้า สินค้าส่งออก-นำเข้า สูงถึงร้อยละ 50 ของ GDP
การตกเป็นอาณานิคม ทำให้เกาหลีมีความรู้สึกชาตินิยมสูงคือแนวคิดชาตินิยมสะสมมาตั้งแต่
ช่วงตกเป็นอาณานิคม เกาหลีเป็นชนชาติที่ได้มีประวัติศาสตร์และความเป็นชาติเกาหลีมาก่อนแล้ว
มากกว่า 2,000 ปี มีภาษาที่แตกต่างจากจีนและญี่ปุ่น และลักษณะประชากรคล้ายคลึงกันมาก มีชนก
ลุ่มน้อยไม่มาก คือผู้คนส่วนใหญ่เป็นชนชาวเกาหลี ดังนั้นเมื่อถูกครอบครองโดยญี่ปุ่น จึงทำให้เกิด
ความรู้สึกต่อต้าน และมีความชาตินิยมสูง
โดยสรุปผลกระทบของการตกเป็นอาณานิคม มีทั้งบวกและลบ
1. แม้จะถูกข่มเหงเอาเปรียบจนทำให้แนวคิดชาตินิยมรุนแรงแต่ช่วงอาณานิคมเกิดการพัฒนา
อุตสาหกรรม การพัฒนาเมือง และการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ
2. กล่าวกันว่าญี่ปุ่นได้สร้างรากฐานทางด้าน ความรู้สึกชาตินิยม การยกเลิกระบบกษัตริย์
การพัฒนาอุตสากรรมเมือง การค้า นำไปสู่ประสบการณ์ในการทำงานแบบสังคมอุตสาหกรรม
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นรากฐานที่มีส่วนผลักดันให้ความพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้รวด
เร็ว เมื่อเกาหลีพัฒนาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามเกาหลีและผลกระทบ (พ.ศ. 2489-2503)
หลังจากที่ญี่ปุ่นต้องปลดปล่อยเกาหลีเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เกิดสงครามกลาง
เมืองขึ้น ทำให้เกาหลีต้องแบ่งแยกประเทศออกเป็นเหนือและใต้ เกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่อง
จากสนิทชิดชอบกับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ เกาหลีใต้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ เราจะ
วิเคราะห์เฉพาะเกาหลีใต้ จะเห็นว่าหลังสงครามเกาหลี เกาหลีใต้อยู่ภายใต้การช่วยเหลือของสหรัฐฯ
ได้พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

การถอนตัวของญี่ปุ่น และการแบ่งแยกดินแดน
หลังจากที่ญี่ปุ่นต้องถอนตัวออกไป หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีทั้งประเทศเป็น
อิสระ แต่สถานภาพทางการเมืองระส่ำระสาย อำเภอต่าง ๆอยู่ในความดูแลของรัสเซีย และอเมริกาก็
ได้เข้ามาช่วยทำสงครามสหรัฐฯ มีอิทธิพลมากในภาคใต้ ขณะที่รัสเซียมีอิทธิพลมากในภาคเหนือ
เมื่อสงครามจบใหม่ ๆ ยังไม่มีรัฐบาลแน่นอน ในขณะเดียวกันก็เกิดการลุกฮือของมวลชนตามเขตต่าง
ๆ เพื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไป มีการก่อตั้งคณะกรรมการประชาชน (People’s Committee) ในภาคใต้ เพื่อ
บริหารเขตท้องถิ่นของตน จับกุมญี่ปุ่น ปลดอาวุธญี่ปุ่น ปลดปล่อยนักโทษการเมือง และลงโทษผู้
ร่วมมือกับญี่ปุ่น
ในโรงงานมีการก่อตั้งสหภาพแรงงานอย่างกว้างขวาง รวมตัวกันเป็นองค์กรกลางของสห
ภาพแรงงาน และได้ทำการสไตร์คทั่วไปเมื่อ พ.ศ. 2489 ในชนบทก็มีการเรียกร้องให้แก้ปัญหาผู้เช่าที่
ดิน และมีการวางแผนจัดแบ่งที่ดินใหม่ มีการก่อตั้งรัฐบาลเรียกว่า Korean People’s Republic
แต่เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแล้ว และทหารสหรัฐฯได้เข้ามาประจำเกาหลีใต้ สหรัฐฯเข้ามามี
บทบาทการก่อตั้งรัฐบาลและดำเนินนโยบายอื่น ๆ อีกหลายประการ
1.สหรัฐฯ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยชาวเกาหลี (Korean People’s Republic) แต่ได้
สนับสนุนให้ผู้นำที่เคยทำงานภายใต้ญี่ปุ่น มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้าน
ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นใหญ่ กลุ่มนี้นำโดยซิงมันรี (Syngman Rhee) สหรัฐฯสนับสนุนกลุ่มสหภาพแรงงาน
ของตนขึ้นมาด้วย
2.การกระทำของสหรัฐฯ นำไปสู่การต่อต้านจากกลุ่มหัวก้าวหน้า รวมทั้งสหภาพแรงงาน ซึ่ง
ได้เรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานขนานใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2489 กลุ่มของสหรัฐฯ จัดการกับพลังมวลชน
เหล่านั้นอย่างรุนแรง และคนงานจำนวนมากเสียชีวิตในการเดินขบวน
3.หลังจากนั้นก็ได้มีการนำกฎอัยการศึกมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่เป็นปรปักษ์ และ
ต่อต้านสหรัฐฯขึ้นมาเป็นใหญ่ได้
4.พ.ศ. 2491 มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคอนุรักษ์นิยมที่สหรัฐฯสนับสนุน 2 พรรคได้เสียงข้าง
มาก และซิงมันรีได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี หลังจากนั้นก็มีการกวาดล้างผู้ต่อต้านรัฐบาล กล่าวกัน
ว่าผู้คนกว่า 90,000 คนถูกจับเข้าคุกหรือคุมขังระหว่างปี 2491-2492
5.ที่ภาคเหนือนั้น รัสเซียก็สนับสนุนช่วยก่อตั้งรัฐบาลที่มีความนิยมโซเวียต และลัทธิ
คอมมิวนิสต์ขึ้นมา ดังนั้นช่วงปี พ.ศ. 2491-2492 จึงเกิดมีรัฐบาลที่ภาคเหนือโดยมีโซเวียตหนุน ภาค
ใต้มีรัฐบาลหนุนโดยสหรัฐฯ ทั้ง 2 รัฐบาลมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันไป และเป็นต้นตอของ
ความแตกแยกอันนำไปสู่สงครามเกาหลี

การปฏิรูปและการจัดสรรที่ดิน
ได้กล่าวแล้วถึงการที่เกาหลีใต้มีชาวนาเช่าในอัตราสูง และส่วนใหญ่ยากจน ดังนั้นชาวนาที่มี
ปัญหาจึงเรียกร้องให้ปฏิรูปที่ดินหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ตัวอย่างการปฏิรูปที่ดินที่โซเวียตที่รัสเซียนำ
มาใช้ที่เกาหลีเหนือทำให้เกิดความพยายามจะจัดสรรที่ดินให้ชาวนายากจนขึ้นในภาคใต้ด้วย
มีความพยายาม 2 ช่วงด้วยกันคือ
1.พ.ศ. 2492 สหรัฐฯ จัดสรรที่ดินซึ่งเคยตกอยู่ภายใต้การครอบครองของญี่ปุ่น โดยกำหนด
มูลค่าขาย 3 เท่าของผลผลิต แล้วให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเป็นงวดภายใน15 ปี โดยจ่ายเป็นผลผลิตร้อยละ 20
ของผลผลิตทั้งหมด
2.พ.ศ. 2493 ได้มีการออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินให้อำนาจรัฐบาลบังคับซื้อที่ดินจากผู้ที่มีที่ดิน
มากกว่า 18.75 ไร่ แล้วเอามาขายให้ผู้ไม่มี ตามแนวเดียวกับที่กล่าวแล้ว รัฐบาลมิได้ซื้อที่ดินเป็นเงิน
สดโดยทันที แต่จ่ายให้เป็นพันธบัตร พวกเจ้าของที่ดินก็ไม่อยากเก็บพันธบัตรไว้ส่วนใหญ่ขายคืนให้
รัฐบาล
การปฏิรูปที่ดินมีผล คือ
- ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมเกาหลีใต้ โดยลดจำนวนและบทบาทเจ้าของที่ดินลงไป ทำลาย
เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งเคยมีอิทธิพลเหนือองค์กรต่างๆของสังคม (เกิดขึ้นพร้อมกับการหมด
อำนาจของญี่ปุ่น) อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และพัฒนาการของชนชั้นนายทุน
- การจัดสรรที่ดิน ให้ชาวนาไร้ที่ดินและการกำหนดขนาดที่ดิน ถือครองให้ทัดเทียมกันการ
กระจาย ทรัพย์สินสำคัญคือที่ดิน ทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้น เป็นฐานของตลาดอุตสาหกรรม
- การที่รัฐขายที่ดินโดยให้ผู้ซื้อจ่ายเป็นผลผลิต เป็นวิธีบังคับซื้อผลผลิตส่วนเกินราคาถูก แล้ว
รัฐบาลเอาไปขายราคาแพง มีความพยายามช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต และวิธีการผลิตด้วย เป็นวิธี
เก็บภาษีชาวนาโดยไม่ทำให้เกิดปัญหา
ปัจจุบันครัวเรือนเกษตรเกาหลี จะมีที่ดินระหว่าง 0.15-1.5 เฮคตาร์ (0.9-3ไร่) โดยกฎหมาย
บังคับว่าจะมีที่ดินมากกว่า 18.75 ไร่ไม่ได้ แต่จริงๆก็มีผู้มีที่ดินมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นกรณี
เฉพาะ คิดเป็นร้อยละ 1.2 ของครัวเรือนทั้งหมด
ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา และการพัฒนาอุตสาหกรรม
สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือแก่เกาหลีใต้มาก และเงินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญช่วย
สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม ระหว่างพ.ศ. 2488-2521 ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาให้แก่
เกาหลีใต้มีมูลค่ากว่า 6 พันล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับเงินที่ช่วยทวีปอาฟริกาทั้งทวีปในช่วงเดียวกัน
ในพ.ศ. 2499-2501 เงินความช่วยเหลือคิดเป็นร้อยละ 15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือGNP (Gross National Product) หรือเท่ากับร้อยละ 80 ของรายได้จากการส่งออกของเกาหลีในช่วง
นั้น
บทบาทของเงินความช่วยเหลือที่สำคัญ
1) ช่วยปลดเปลื้องภาวะที่รัฐบาลต้องเอาเงินงบประมาณประจำปีมาใช้จ่ายทางการทหาร ทำ
ให้สามารถเอาเงินรายได้จากภาษีไปใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นได้เต็มที่
2) ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้สามารถเพิ่มจำนวนข้าราชการในสังกัดได้เป็นจำนวนมาก และมีเงิน
ลงทุนด้านการศึกษาจนแรงงานเกาหลีใต้เป็นแรงงานที่มีการศึกษาสูงประเทศหนึ่ง
3) เงินจากสหรัฐฯ ทำให้เกาหลีใต้มีเงินตราต่างประเทศซื้อเครื่องจักร และสินค้าทุน และวัตถุ
ดิบจากต่างประเทศที่เกาหลีผลิตเองไม่ได้ประกอบกับความสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาล จึง
ทำให้เกิดธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า chaebols ในยุคนี้ (พ.ศ. 2493+) อุตสาหกรรมของ
เกาหลีเจริญเติบโตมาก และมีการลงทุนโดยการสนับสนุนจากรัฐในภาคอุตสาหกรรมกว้างขวาง รวม
ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บุหรี่ และอุตสาหกรรมทอผ้า (2/3 ของมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม) อุตสาหกรรม
สำคัญอื่นๆก็มีกระดาษ เหล็กกล้า น้ำมัน การผลิตอุตสาหกรรมในยุคนี้ (ทศวรรษ 2490 และ 2500)
เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าหรือสนองความต้องการตลาดภายในเป็นหลัก อุตสาหกรรมได้รับ
การอุดหนุนจากรัฐบาลเกาหลีซึ่งส่วนหนึ่งก็คือ เงินจากสหรัฐฯ ผู้ศึกษาเกาหลีใต้มีข้อสรุปว่าการ
พัฒนาอุตสาหกรรมในสมัยนี้ได้รับการอุดหนุนจากเงินสหรัฐฯ ปลายทศวรรษ 2490 มูลค่าสินค้านำ
เข้าคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของ GNP คือระบบเศรษฐกิจแทบจะไม่สามารถหารายได้จากการส่งออก
ได้เลย เงินส่วนใหญ่ที่ใช้พัฒนาและซื้อสินค้าเข้าจึงมาจากสหรัฐฯ เสียส่วนมาก
4) อลิศ แอมสเด็น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นว่า เกาหลีใต้มีคอรัปชันสูงใน
บรรดานักการเมืองช่วงพ.ศ. 2491-2503 นักการเมืองและนักธุรกิจที่มีเส้นสายสามารถซื้อที่ดินที่เคย
เป็นของญี่ปุ่นราคาถูกๆ ได้รับเงินกู้ราคาถูก นักธุรกิจที่มีเส้นสายจะได้รับอภิสิทธ์ต่างๆทำให้ธุรกิจ
ของตนก้าวหน้ากว่าผู้ไม่มีเส้นสาย ซึ่งอลิศชี้ว่า สถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเงินอัดฉีด
จำนวนมากจากสหรัฐฯ และถ้าสหรัฐฯไม่ช่วยเหลือด้านการทหาร โดยสนับสนุนระบบเผด็จการ
ทหารด้วย ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการคอรัปชันของทหารและข้าราชการไม่สามารถออกมาวิจารณ์รัฐ
บาลได้
รัฐบาลเผด็จการทหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีซิงมันรี คงอยู่ได้จนถึงพ.ศ. 2500 ก็
เพราะสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯ ยุติการสนับสนุนในปีนั้น หลังจากที่นักศึกษาเดินขบวนแล้ว ตำรวจยิงใส่
พวกเดินขบวนและยิงนักศึกษาตายไป ประธานาธิบดีถูกบังคับให้ลาออก
รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาก็เป็นรัฐบาลที่สหรัฐฯสนับสนุน โดยเข้ามาด้วยคำขวัญ “พัฒนาเศรษฐกิจ
เป็นอันดับแรก” และตอบสนองความต้องการของจากสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีซิงมันรีเคยปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้ นั่นคือข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯ ให้รัฐบาลเกาหลีใต้ดูแลการใช้เงินความช่วยเหลืออย่างรัด
กุมขึ้น และขอให้รัฐบาลเกาหลีใต้ลดค่าเงินวอน

โดยสรุป ช่วง 15 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีใต้ถูกผลกระทบจากสงครามอย่างมาก
ประชากรล้มตายประมาณ 1 ล้านคน อุตสาหกรรมก็ชะงักงัน โดยครึ่งหนึ่งของการผลิตถูกทำลาย การ
ฟื้นฟูหลังสงครามกระทำได้ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และโดยใช้มาตรการกระจายที่ดินให้กับ
ผู้ไม่มีที่ดินและผู้เช่านา ทำให้ผลผลิตเกษตรเพิ่มและราคาอาหารถูกลง และมีผลดึงการลงทุนออกจาก
การเก็งกำไรที่ดินมาสู่การลงทุนอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเจริญรวดเร็วช่วงพ.ศ. 2496-2501 สาขา
อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่าแชโบลส์
(Chaebols : กลุ่มธุรกิจที่ควบคุมโดยครอบครัว) ได้รับประโยชน์จากเงินความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ
ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมและด้วยความสนับสนุนอุดหนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้เอง ทั้งในด้านการ
อุดหนุนอย่างเป็นทางการและผ่านการคอรัปชัน อุตสาหกรรมโดยทั่วไปเป็นอุตสาหรรมทดแทนการ
นำเข้า



วิเคราะห์ตามการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ 1
การที่เกาหลีใต้เป็นเมืองขึ้นของจีนและญี่ปุ่นส่งผลอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาประเทศ การ
พัฒนาเศรษฐกิจในช่วงต้นของเกาหลี เป็นช่วงที่ลักษณะเศรษฐกิจยังเป็นเกษตรกรรม และจากการ
ถูกครอบครองโดยญี่ปุ่น เพื่อใช้เกาหลีเป็น
- ฐานการผลิตอุตสาหกรรมทหาร
- ตลาดกระจายสินค้า
- จุดยุทธศาสตร์ในการแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ประเทศจีน
ทำให้เกิดกลุ่มผูกขาดภายในประเทศ ซึ่งติดต่อทางการค้ากับญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่มีอำนาจจัดสรร
ทรัพยากรในประเทศ กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลี นอกจากนี้ญี่ปุ่นได้เข้ามา
จัดระบบการครอบครองที่ดินโดยใช้ระบบเช่าที่ดินต่อจากคนญี่ปุ่น
ผลก็คือ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเกาหลียังคงเป็นเกษตรกรรมยากจน รายได้ต่อหัว(Income
per capita) ยังอยู่ระดับต่ำจึงเป็นการยากที่จะพัฒนาเศรษฐกิจได้ (Impossible development) ภาย
หลังที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม สหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเกาหลีเป็นอย่างมาก จะเห็นได้
จากลักษณะการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา โดยพิจารณาได้จาก เงินอุดหนุนจากสหรัฐอเมริกาเป็นสัดส่วน
สูงต่อ GDP (ตั้งแต่ปี 2523)
ในเวลาต่อมาสหรัฐอเมริกาเข้ามามีอิทธิพลในคาบสมุทรเกาหลี จนทำให้เศรษฐกิจของ
เกาหลีขยายตัว แต่ภาคการเกษตรกรรมก็ยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอยู่เช่นเดิม





2. ช่วงที่ 2 แผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พ.ศ. 2504-2522
ทศวรรษ 2500 คนเกาหลีใต้ยังยากจนร้อยละ 80 ของรายได้ โดยเฉลี่ยใช้ซื้ออาหาร ที่อยู่ เสื้อ
ผ้า เชื้อเพลิง อัตราการตายของทารกเท่ากับ 64 ต่อ 1000 เทียบกับ 24 ต่อ 1000 ในประเทศพัฒนาแล้ว
ร้อยละ 18 ของครัวเรือนเท่านั้นที่มีน้ำประปาใช้ แต่ได้มีรากฐานของการพัฒนาเกิดขึ้นแล้วคือ ทาง
ด้านการศึกษา
พ.ศ. 2508 ร้อยละ 35 ของคนในกลุ่มอายุที่ควรเรียนมัธยมได้เรียนมัธยม และร้อยละ 6 ของ
คนในกลุ่มอายุ 18-21 ปีได้เรียนระดับสูงขึ้นไป ช่วงที่ตกเป็นอาณานิคม อุตสาหกรรมได้พัฒนาไป
บ้างแล้ว
พ.ศ. 2490 อุตสาหกรรมขยายเพื่อสนองตอบอุปสงค์ภายในเป็นหลัก อุปสงค์นี้เพิ่มขึ้นจาก
การที่การปฏิรูปและนโยบายกระจายที่ดินทำให้รายได้ของคนส่วนใหญ่คือ ชาวนาเพิ่มขึ้น เสริมด้วย
ผลบวกจากการได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ
พ.ศ. 2503-2523 ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี
ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุตสาหกรรมในช่วงเวลานี้เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเกาหลี
นำโดย ปัก จุง ฮี (Park Chung Hee) มีการเข้าแทรกแซงอย่างมาก เริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 – 2508) ซึ่ง ตลอดระยะเวลาของแผนนี้ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นในรูปแบบของ
“ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบมีการชี้นำ” (guided capitalism) โดยจะมีการปฏิบัติตามหลักการของ
ระบบการประกอบการเสรี และมีการเคารพเสรีภาพความคิดริเริ่มขององค์กรเอกชน แต่รัฐบาลอาจ
จะเข้ามีส่วนร่วมโดยตรงหรืออาจจะให้ข้อแนะนำโดยทางอ้อมแก่อุตสาหกรรมพื้นฐาน หรือด้านอื่นๆ
ที่สำคัญ เช่น การส่งเสริมธุรกิจส่งออก ควบคุมการเงินการธนาคาร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา
กำลังคน และอื่นๆอย่างกว้างขวางโดยไม่ล้มเลิกระบบตลาด กล่าวคือ ใช้ระบบเอกชน แต่ไม่ได้เสรี
เต็มที่ดังที่เข้าใจกัน
สำหรับนโยบายการค้า หลายประเทศในเอเชียตะวันออก พัฒนาอุตสาหกรรมโดยส่งเสริม
เขตเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก (Export Processing Zone หรือ EPZ) หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออกและ
ปลอดภาษี แต่สินค้าที่ผลิตจาก EPZ แล้วส่งออกเป็นเพียงร้อยละ 5 ของสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกทั้ง
หมดของเกาหลีใต้เมื่อทศวรรษ 2520
ในระยะแรกๆ อุตสาหกรรมขยายเพื่อสนองตลาดภายใน ต่อมาเมื่อเงินความช่วยเหลือจาก
สหรัฐฯ ลดลงปลายทศวรรษ 2500 จึงหันไปส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกด้านนโยบายการค้าระหว่าง
ประเทศ ในช่วง พ.ศ.2504-2522 เกาหลีใต้มีนโยบายดังต่อไปนี้คือ
1.ควบคุมการนำเข้าค่อนข้างเข้มงวดโดย ให้นำเข้าเฉพาะที่จำเป็น และถ้าการนำเข้านำไปสู่
การส่งออก มีการห้ามนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
2.อุตสาหกรรมภายในได้รับการคุ้มครองอย่างมาก โดยการตั้งกำแพงภาษีสูง พ.ศ.2511 อัตรา
การคุ้มครองจริง (Effective Rate of Protection) สูงถึงร้อยละ 92 สำหรับสินค้าที่แข่งกับสินค้านำเข้า
แต่อุตสาหกรรมที่ได้รับการคุ้มครองต้องส่งออกด้วย มีการลดค่าเงินวอนเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ทำ
ให้สินค้านำเข้าแพง สินค้าออกในตลาดโลกมีราคาลดลง
นโยบายด้านเครดิต และการส่งเสริมการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
ทศวรรษ 2500 ธนาคารเป็นของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงใช้ธนาคารเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อ
การระดมเงินออมจากประชาชน ในขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายการเกื้อหนุนนักลงทุนโดยคิดดอกเบี่ย
ราคาถูกในการให้กู้ระยะยาวเพื่อการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจส่งออกจะได้รับการ
อุดหนุนเป็นพิเศษ การศึกษาของธนาคารโลกสรุปว่า เกาหลีใต้ควบคุมระบบธนาคารอย่างเคร่งครัด
และประสบความสำเร็จทำให้ระบบธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม ทศ
วรรษ 2500 และ 2510 รัฐบาลวางนโยบายกดดอกเบี้ยให้ต่ำโดยตลอดเพื่อส่งเสริมการลงทุน(World
Development Report 1989)
นอกจากจะใช้นโยบายให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วยังมีการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อลงทุน
อุตสาหกรรมด้วยในทศวรรษ 2510 โดยเฉพาะ พ.ศ. 2517 กู้เงินมาเพราะต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อ
ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้การเป็นหนี้ต่างประเทศและอัตราการชำระหนี้สูงขึ้น
การก่อหนี้ต่างประเทศไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเกาหลีใต้มากมายเพราะ


1.หนี้ส่วนใหญ่เป็น
หนี้ระยะยาว และนำไปใช้ได้ผล ดังนั้นเมื่อถึงเวลาชำระหนี้จึงมีเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก
เพียงพอ


2.รัฐบาลวางมาตรการรัดกุมเพื่อลดต้นทุนการใช้น้ำมัน เมื่อน้ำมันมีราคาแพงขึ้น
ความหลากหลายของอุตสาหกรรม
การพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้เป็นขั้นตอนดังนี้คือ เริ่มด้วยอุตสากรรมทดแทนการนำ
เข้าประเภทสินค้าบริโภค เช่น ทอผ้าและอุตสาหกรรมเบาอื่นๆ แล้วขยายไปสู่อุตสาหกรรมหนัก เช่น
เหล็ก รถยนต์ ปิโตรเคมี ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลแยกชัดเจนระหว่างการลงทุนโดย
ตรงจากต่างประเทศและการผลิตภายใต้สัญญาที่เรียกว่า Licensing





การลงทุนจากต่างประเทศและความเป็นเจ้าของ
รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าเป็นเจ้าของกิจการในประเทศโดยไม่จำเป็น ดังนั้น
ธุรกิจต่างชาติมีน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์ ระหว่าง พ.ศ. 2505-2522 การลงทุน
โดยตรงจากต่างประเทศมีเพียงร้อยละ 1.2 ของเงินลงทุนทั้งหมดภายในประเทศ สัดส่วนของ FDI ใน
GNP น้อยกว่าครึ่งหนึ่งขงสัดส่วนในอาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก
ธุรกิจอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้อยู่ในกำมือของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Chaebols มีครอบ
ครัวใหญ่เป็นเจ้าของมีลักษณะเหมือน Zaibatsu ของญี่ปุ่น ตรงที่ว่าประเภทสินค้าผลิตโดยแชโบส์มี
หลากหลายและเกี่ยวโยงกัน
กลุ่มแชโบลส์ใหญ่ๆ เช่น ฮุนได(Hyundai) ผลิตรถยนต์ ก่อสร้าง ซีเมนต์ ต่อเรือ และเหล็ก
กล้า
ซัมซุง(Samsung) ทำกิจการ สถานเริงรมย์ โรงแรม หนังสือพิมพ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิคส์
แดวู(Daewoo) ทำกิจการต่อเรือ และอิเล็คทรอนิคส์ ลักกี้ โกลสตาร์(Lucky Goldstar) ผลิตพลาสติก
และอิเล็คทรอนิคส์
แชโบลล์ มีขนาดใหญ่มาก แต่อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เพราะพึ่งเครดิตราคาถูกจากรัฐ
บาล พวกบริษัทใหญ่ๆ จะใช้ระบบการผลิตทั้งที่ตนเองผลิตเอง และส่งเหมาช่วงงาน(sub-contract)
ให้แกธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะโยงเกี่ยวกับธุรกิจ
ขนาดใหญ่ คือพวกแชโบลส์ โดยระบบเหมาช่วงงาน คล้ายๆกับในญี่ปุ่น ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก
สามารถเพิ่มผลิตภาพ บางทีได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิคและการเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ การที่
บริษัทขนาดใหญ่ได้รับความเกื้อหนุนจากรัฐบาล ทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ
และการเมือง
เทคโนโลยี
การยืมเทคโนโลยีต่างจากการที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ในช่วง 50ปีที่ผ่านมา การ
ยืมเทคโนโลยีเป็นของธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไป อาจจะมีข้อยกเว้นในกรณีของอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศ
พัฒนาอุตสาหกรรมเริ่มแรก ต้องคิดเทคโนโลยีเองส่วนใหญ่
กรณีเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการนำเข้าเทคโนโลยีที่เหมาะสม เอามาปรับ
กับสภาพท้องถิ่น และนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างบริษัทผลิตเหล็กโปฮัง (Pohang Steel
Company) เริ่มแรก ยืมเทคโนโลยีมาจากญี่ปุ่น 10กว่าปีต่อมา สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เองจนขาย
เทคโนโลยีให้สหรัฐอเมริกาได้
เหตุใดที่เกาหลีใต้จึงสามารถปรับปรุงเทคโนโลยีของตัวเองได้ คำตอบก็คือ การเข้าแทรกแซงของรัฐ
บาลในเรื่องต่อไปนี้
1. ในการช่วยให้คนในประเทศเรียนรู้เทคโนโลยี
2. ส่งเสริมการฝึกอบรมต่างประเทศของผู้จัดการ และวิศวกรอย่างแข็งขัน
3. ส่งเสริมการใช้ที่ปรึกษาต่างประเทศที่เรียกว่า Consultant
4. รัฐบาลมีส่วนร่วมในการเจรจาซื้อเทคโนโลยี หรือผลิตแบบ Licensing
5. เทคโนโลยีไม่ใช่เป็นเรื่องของเทคนิคที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร ทุน เท่านั้น แต่ยังมีบทบาท
สำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกร และ
สนับสนุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จนทำให้อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมของประชากรอยู่ใน
อัตราสูง
บทบาทของรัฐ ไม่ใช่เพียงเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development)
แต่ในการประสานงานเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มีประสิทธิภาพ และไม่ถูกครอบงำโดยต่างประเทศ
ตลาดแรงงาน
เกาหลีใต้พัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้ระบบโรงงานนรก (sweat shops) คนงานต้องทำงาน
เฉลี่ยวันละหลายชั่วโมง และมีการใช้แรงงานหญิงเป็นจำนวนมากในโรงงานอุตสาหกรรม ดังจะเห็น
ได้จากสถิติต่อไปนี้
1. พ.ศ. 2527 ผู้ใช้แรงงานชายและหญิงร้อยละ 73 และร้อยละ 62 ตามลำดับ ทำงานสัปดาห์
ละ 54 ชั่วโมงเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลทั่วไปเท่ากับสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง
2. ระดับค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นในช่วง ทศวรรษ 2500 2510 แต่เพิ่มจากฐานที่ต่ำมาก พ.ศ. 2512 ค่า
จ้างเฉลี่ยเท่ากับ 50-70 ดอลล่าร์สำหรับ และไม่ต่างจากระดับค่าใช้จ่ายต่ำสุดเพื่อดำรงชีวิตเท่าใดนัก
ค่าจ้างมีระดับต่ำมาก โดยเฉพาะกรณีของโรงงานอุตสาหกรรม
พ.ศ. 2520 ค่าจ้างเฉลี่ยของสาวโรงงานคิดเป็นร้อยละ 52 ของรายได้ของคนงานชาย ช่องว่าง
ระหว่างคนงานหญิงชายนี้สูงมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ สถิติเหล่านี้ชี้ว่าเกาหลีใต้มีระบบโรง
งานนรก ถึงค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นจากการมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง แต่รัฐบาลก็ควบคุมสหภาพ
แรงงานอย่างจริงจัง
การควบคุมสหภาพแรงงานของรัฐบาล
1. สมัยอาณานิคมใช้ระบบซัมโป (Sampo) มีวิธีการหลายวิธีคือ รัฐบาลส่งเสริมให้คนงาน
และนายจ้างเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมคนรักชาติเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
2. ทศวรรษ 2500 - 2510 มีการก่อตั้งสมาคมคนงาน โดยบริษัทให้เงินสนับสนุน และเพื่อกีด
กันมิให้สหภาพคนงานขยายตัวไป และก็ดูจะประสบความสำเร็จเพราะคนงานที่เป็นสมาชิกสหภาพมี
สัดส่วนต่ำ
3. รัฐบาลควบคุมสหภาพแรงงานแข็งขัน ทศวรรษ 2510 ตลาดแรงงานตึงตัว สหภาพเริ่มแข็ง
จึงมีการนำเอาระบบ Sampo มาใช้อีก และมีการใช้ตำรวจและหน่วยสืบราชการลับควบคุมคนงาน
4. ทศวรรษ 2510 สหภาพแรงงานไม่แข็งเพราะระบบเศรษฐกิจมีการว่างงานสูง (ร้อยละ 16
พ.ศ. 2507 และร้อยละ 13 พ.ศ. 2510) และมีแรงงานส่วนเกินทะลักออกมาจากชนบท นอกจากนี้รัฐ
บาลใช้มาตรการควบคุมเข้มงวดมาก
สภาพสาธารณูปโภค
รัฐบาลลงทุนด้านสาธารณูปโภคมาก โดยเฉพาะ แก็ส ไฟฟ้า น้ำประปา รถไฟ และชล
ประทาน การใช้จ่ายของรับบาลมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของ GNP และรัฐบาลลงทุนคิดเป็นสัดส่วนถึง
ร้อยละ 23 ของการลงทุนทั้งหมด
ภาคเกษตร
กลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้เน้นการใช้แรงงานราคาถูกในโรงงานที่ใช้แรง
งานเข้มข้น เพื่อได้ประโยชน์จาการมีแรงงานส่วนเกิน แล้วเน้นเพิ่มผลิตภาพสูงกว่าการเพิ่มของค่าจ้าง
ที่ทำเช่นนี้ได้เพราะ ราคาสินค้าอาหาร(สินค้าเกษตร) ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ผลสองประการของ
การกดราคาอาหารต่ำคือ
1. ค่าจ้างไม่ต้องเพิ่มมาก เพื่อดึงคนออกจากเกษตร
2.ค่าครองชีพต่ำเป็นการอุดหนุนธุรกิจอุตสาหกรรม และป้องกันมิให้สหภาพแรงงานเรียก
ร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น
นโยบายการเก็บภาษีจากภาคเกษตร เพื่อช่วยการสะสมทุนในอุตสาหกรรมเป็นนโยบายที่รัฐ
บาลญี่ปุ่นเคยใช้มาก่อนแล้ว กรณีเกาหลีใต้ก็ใช้วิธีคล้ายกันคือ
1.ให้ราคาสินค้าเกษตรต่ำ โดยวิธีเปรียบเทียบกับราคาสินค้าอุตสาหกรรมเท่ากับว่ายอมให้
อัตราการค้า (terms of trade) ระหว่างสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเป็นประโยชน์กับอุตสาห
กรรม ระหว่าง พ.ศ. 2506 ถึง 2512 อัตราส่วนระหว่างสินค้าเกษตรโดยเฉลี่ยเทียบกับราคาสินค้าอุต
สาหกรรมลดลงจาก 163 เป็น 139 เท่ากับเกษตรซื้อของอุตสาหกรรมแพงขึ้น
2. รัฐบาลแทรกแซงตลาดค้าข้าว และปัจจัยการผลิตเกษตร จึงมีการขนถ่ายส่วนเกินจากภาค
เกษตรที่รัฐควบคุมคือ รัฐบาลรับซื้อข้าวราคาถูก แต่ขายปัจจัยการผลิตในราคาแพง
3. นอกจากนี้รัฐบาลได้รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในรูปข้าวสาลีราคาถูกสัดส่วนของข้าว
สาลีราคาถูกที่ซื้อมาจากสหรัฐฯ เพิ่มจากร้อยละ 6 พ.ศ. 2507 เป็นร้อยละ 25 พ.ศ. 2514
ด้วยนโยบายต่างๆดังกล่าว รายได้ภาคเกษตรจึงเป็นเพียง 1/3 ของรายได้ของเศรษฐกิจภาค
การเมืองเมื่อพ.ศ. 2514
ทศวรรษ 2510 อัตราการค้าระหว่างประเทศ (Terms of trade) เปลี่ยนไปเป็นผลดีกับเกษตร
เมื่อสหรัฐฯลดการช่วยเหลือข้าว ทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น
ทศวรรษ 2510 รัฐบาลขูดรีดเกษตรกรน้อยลง เพราะชาวชนบทเริ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ
ทหารด้วย โดยสนับสนุนการเมืองฝ่ายค้าน ทำให้รายได้ของภาคเกษตรดีขึ้น และมีผู้เสนอว่า การเอา
เปรียบชาวนาโดยรัฐบาลหลังปี 2488 มีน้อยกว่าสมัยตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น
สรุปช่วง พ.ศ. 2504-2522 รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ คือ
1.มีการแทรกแซงจากรัฐบาลสูง ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ มีการชี้นำทางเศรษฐกิจ และมี
นโยบายควบคุมทางการเมือง
2.ในการเตรียมและใช้นโยบาย มีการประสานงานใกล้ชิดด้านรายละเอียดระหว่างรัฐบาล
(รมต) ผู้นำธุรกิจและเทคโนแครต หรือข้าราชการกระทรวงสำคัญ
3.ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่างระดับ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะสาขาเฉพาะราย
4.รัฐบาลสนับสนุนการซื้อถ่ายโอนเทคโนโลยีมากกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
และไม่สนับสนุนให้ต่างชาติเข้าเป็นเจ้าของกิจการในประเทศยกเว้นในบางกรณี

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ประวัติเกาหลีใต้

ประวัติประเทศเกาหลีใต้

สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) หรือ เกาหลีใต้ (South Korea) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้


ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แดฮัน มินกุก (อักษรฮันกึล: 대한 민국, อักษรฮันจา: 大韓民國) โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก (한국) ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน (남한) ที่หมายถึง ชาวฮั่นทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโชซอน (남조선) ที่หมายถึง โชซอนใต้)

ประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์เกาหลี แบ่งเป็นราชอาณาจักรทั้งสาม คือราชอาณาจักรโคกูรยอ อาณาจักรแพ็กเจ และอาณาจักรชิลลา ซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลีและบางส่วนของจีน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในช่วงหนึ่งศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช คาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของสามอาณาจักรราชวงศอี เป็นราชวงศ์สุดท้ายของเกาหลี หลังจากสิ้นสุดรัชสมัยของพระจักรพรรดิซุนจง เกาหลีก็ได้ถูกปกครองโดยญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2453หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเกาหลีต้องแยกเป็นสองประเทศตามข้อตกลงพอตสดัม (Potsdam) ในปี พ.ศ. 2488 โดยใช้เส้นขนาน 38 และเกาหลีใต้ อยู่ในการดูแลโดยสหรัฐอเมริกา ต่อมาจะต้องผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจหลังจากอยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยเน้นในเศรษฐกิจเป็นสากลยิ่งขึ้น ยุติการเข้าแทรกแซงของรัฐบาลในธุรกิจเอกชน และให้ความยุติธรรมต่อภาคเอกชนทุกแห่ง และเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ให้อยู่ร่วมอย่างสันติ

การเมืองการปกครอง
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2491 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งเป็นสองส่วนโดยเส้นละติจูดที่ 38 องศาเหนือ (มักเรียกว่าเส้นขนาน 38) โดยสหภาพโซเวียตดูแลเกาหลีเหนือมีการปกครองระบอบสังคมนิยม ส่วนสหรัฐอเมริกาดูแลเกาหลีใต้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประมุขของประเทศคือประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ทางตุลาการ ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 จังหวัด และ 6 เขตการปกครอง (โซล ปูซาน อินชอน แตกู กวางจู แตชอน)

รัฐธรรมนูญ
ก่อนที่จะกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะขอย้อนกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของการใช้ รัฐธรรมนูญของประเทศนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงการพัฒนา ของกฎหมายสูงสุดของเกาหลีใต้พอสังเขป กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรกประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1948 ภายหลังที่ก่อตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐขึ้นใน วันที่ 15 สิงหาคม ในปีเดียวกัน จากนั้นได้มีการ ปรับปรุงแก้ไข 9 ครั้ง ครั้งสุดท้ายได้กระทำขึ้นในปี ค.ศ. 1987เนื้อหาสาระสำคัญของการแก้ไข ในแต่ละครั้งนั้น เป็นในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดี และแบบแผนการเลือกตั้งเป็นหลัก ส่วนการแก้ไขในด้านโครงสร้างของกฎหมายมีไม่มากนักกล่าวโดยย่อรัฐธรรมนูญฉบับแรก กำหนดให้รัฐสภาของสาธารณรัฐเกาหลี เป็นสภาเดี่ยว และเป็นองค์กรทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี ขึ้นบริหารประเทศ (Presidential system) การแก้ไขครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1952 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญคือการกำหนดให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกโดยตรงจากประชาชน และให้มีสองสภา
ในปี ค.ศ. 1954 มีการแก้ไขเป็นครั้งที่สอง โดยได้เพิ่มเติมบทบัญญัติว่า ในกรณีที่ประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรมหรือไร้ความสามารถ ให้รองประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งแทน ต่อมาในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1960 รัฐบาลรักษาการซึ่งปกครองประเทศภายหลังที่ได้เกิดเหตุการณ์ ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดี ซิงมัน รี โดยกลุ่มนักศึกษา ประชาชน และได้รับการ สนับสนุนจากฝ่ายทหาร จนเป็นผลให้นาย ซิงมัน รี ออกไปลี้ภัยยังต่างประเทศ จึงเกิดการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่สามโดยให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) โดยให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ส่วนประธานาธิบดีที่ได้รับเลือก จากประชาชนทำหน้าที่เป็นเพียงประมุขของประเทศ และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบบรัฐสภาได้รับการนำมาใช้ในช่วงสั้นๆระหว่างเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1960 – กรกฎาคม ค.ศ. 1961 เท่านั้น
การแก้ไขครั้งที่สี่มีขึ้นในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1960 โดยได้เพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ให้รัฐสภาออกกฎหมายเพิ่มการลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตในการเลือกตั้งและให้ลงโทษต่อผู้ที่รับผิดชอบ ที่สังหารและทำร้ายผู้ที่ทำการประท้วง เรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง อนึ่งมีการกำหนดบทลงโทษ ต่อผู้ต่อต้านการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อข้าราชการที่ทำการคอร์รัปชั่น
การแก้ไขครั้งที่ห้า ได้กระทำขึ้นในยุครัฐบาลทหารรักษาการในปี ค.ศ. 1962 โดยได้กำหนดให้นำ ระบบประธานาธิบดี และการมีสภาเดี่ยว กลับมาใช้ดังเดิม
ในปี ค.ศ. 1969 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่หก เป้าหมายหลักก็คือการขยายวาระของการดำรงตำแหน่ง เป็นประธานาธิบดีออกเป็น 3 วาระ ข้อกำหนดคราวนี้มีผลให้ประธานาธิบดี ปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่ง ติดต่อกัน จนวาระที่สามได้
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่เจ็ด ในปี ค.ศ. 1972 ได้เพิ่มข้อกำหนดให้ประธานาธิบดี สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต นั่นหมายถึงการยกเลิกการกำหนดวาระของการเป็นผู้นำประเทศนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อให้นายปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศตลอดไป อนึ่ง ได้กำหนดให้มีการเลือก ตั้งประธานาธิบดีโดยผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) หรือเรียกว่า เป็นการเลือกทางอ้อม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีมากขึ้น เช่น เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก รัฐสภาจำนวนหนึ่งในสามของสภาทั้งหมด สามารถยุบสภาได้ และสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อสลายกลุ่มหรือบุคคลที่ทำการต่อต้านรัฐบาล
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่แปด กระทำโดยรัฐบาลทหารของนายพลชุน ดูฮวานในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1980 รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวาระเป็นเวลา 7 ปี และประธานาธิบดี จะได้รับการเลือกตั้งโดยคณะผู้เลือกตั้ง หรือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ดังเช่น รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ เก้า ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กระทำขึ้นในปี ค.ศ. 1987 โดยนำระบบประธานาธิบดีที่ผู้นำประเทศจะต้องได้รับการเลือกโดยตรงจากประชาชน และให้ดำรง ตำแหน่งเพียงวาระเดียวเป็นเวลา 5 ปี
รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ฉบับปัจจุบันประกอบด้วยคำกล่าวนำ มาตราต่างๆ รวม 130 มาตรา โดยแยกออกเป็น 10 บท และมีภาคผนวกอีกจำนวน 6 บท รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชี้ชัดว่า สาธารณรัฐเกาหลี เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยของปวงชน ซึ่งมีสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันทุกคน
สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้แก่ ความเท่าเทียมกันตามกฎหมายโดยไม่แบ่งแยก ตาม เพศ ศาสนา และ สถานภาพทางสังคม ทุกคนมีอิสรภาพ ในการเคลื่อนย้ายและการเลือกที่อยู่อาศัย มีสิทธิในการออกเสียง และการดำรงตำแหน่งสาธารณะ มีสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายในกรณีที่ถูกจับกุมหรือกักขัง มีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในกรณีที่ถูกจับกุมหรือกักขัง มีสิทธิในการขอให้เร่งการทำการสอบสวน มีสิทธิในการปกปิดเรื่องราวในการติดต่อสื่อสาร และเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา การพูด และการชุมนุม นอกเหนือสิทธิพื้นฐานและเสรีภาพพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเน้นว่า รัฐจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิดังต่อไปนี้คือ สิทธิในการ อาศัยในสภาพ สิ่งแวดล้อมที่สะอาด สิทธิในการได้รับการศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาตลอดชีวิต สิทธิในการมีงานทำ สิทธิในการได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและค่าทดแทน สิทธิที่ได้รับการช่วยเหลือ จากรัฐหาก ทุพพลภาพ และสิทธิที่จะได้รับการปกป้องความเป็นส่วนตัว อนึ่ง รัฐธรรมนูญได้ครอบคลุมสิทธิและ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ดังเช่น สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน สิทธิในการทำงาน อิสระภาพ ในการเลือก งานทำ สิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและสามารถเจรจาต่อรองได้
รัฐธรรมนูญของเกาหลีได้จำแนกอำนาจของรัฐออกเป็น 3 ฝ่าย คือ การออกกฎหมายเป็นอำนาจของรัฐสภา การบริหารเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า และการตัดสินคดีความ เป็นอำนาจทางศาล อำนาจแต่ละฝ่ายจะเป็นอิสระต่อกัน สมาชิกรัฐสภาได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน จากนั้นสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานสภา และคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในรัฐสภา สำหรับตัวประธานาธิบดี นั้นไม่ต้องขออนุมัติรัฐสภาในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง ยกเว้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ประธานาธิบดีเสนอการแต่งตั้งโดยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อนึ่ง สำหรับในกรณีของประธานศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้นแม้ว่าจะได้รับการแต่งตั้ง โดยตัวประธานาธิบดี ตามความเห็นชอบจากรัฐสภาก็ตาม แต่รัฐสภาก็มีอำนาจในการให้เสนอชื่อและ ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนั้นๆ อีกทั้งรัฐสภามีอำนาจในการ แต่งตั้งผู้พิพากษาคนอื่นๆด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ในการตัดสินคดีความที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่ในการยุบพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการจัดการข้อพิพาทระหว่าง หน่วยงานของรัฐและระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น (local government) และระหว่าง รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่ง
รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี โดยยึดหลักเศรษฐกิจที่เน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล องค์กรเอกชนสามารถได้รับสัมปทาน การใช้ประโยชน์ในระยะเวลาใด เวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมาย อนึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐจำเป็นต้องคุ้มครองการใช้ประโยชน์ของผู้ถือครองสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ และต้องสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการพัฒนา ที่เท่าเทียมกันในการใช้ที่ดิน นอกจากนี้รัฐต้องให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาเกษตรกรรม การประมง อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และขนาดกลาง การค้าระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์
การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้สองทางคือ ประธานาธิบดีนำเสนอร่างแก้ไข และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ตัดสินใจยื่นข้อเสนอการแก้ไขภายใน 60 วัน การแก้ไขบทบัญญัติใดจะ กระทำได้ต่อ เมื่อได้รับเสียงสนับสนุนเกินสองในสามของสมาชิกรัฐสภา จากนั้นจะต้องนำข้อแก้ไข ดังกล่าวไปทำประชาพิจารณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งจะต้องได้รับการยินยอมไม่น้อยกว่าครึ่ง หนึ่งของผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ที่มีสิทธิออกเสียงเลือก
ประการสุดท้ายมีข้อกำหนดที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่จะขอต่อวาระ ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น จะไม่มีผลต่อตัวประธานาธิบดีที่กำลังดำรงอยู่ในตำแหน่ง ในขณะที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายนิติบัญญัติ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภา (National Assembly) เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งรัฐสภาของเกาหลีใต้เป็นรูปแบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 299 คน โดยสมาชิกจำนวน 2 ใน 3 มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ที่เหลือมาจากการแต่งตั้งโดยจัดสรรตามสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี (ล่าสุดเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2547) สภาจะเลือกประธาน (Speaker) และรองประธาน (Vice-Speaker) จำนวน 2 คน
อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีได้ หากสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 3 เสนอขอและสมาชิกสภาข้างมากเห็นชอบตามเสนอ ซึ่งในกรณีการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ต้องเสนอโดยเสียงข้างมากและสมาชิกสภา 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ



ฝ่ายบริหาร
1. อำนาจหน้าที่ นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา อาจถือได้ว่าเกาหลีใต้ยึดการปกครองแบบ ประชาธิปไตยในระบบ ประธานาธิบดี (Presidential system) มาโดยตลอด ยกเว้นในช่วงสั้นๆระหว่างเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1960 – กรกฎาคม 1961 ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) เท่านั้น ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และเป็นตัวแทนของรัฐในการติดต่อสัมพันธ์กับ ต่างประเทศ ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในกรณีที่ประธานาธิบดีเสียชีวิตหรือไม่สามารถปฏิบัติราชการบริหารประเทศได้ นายกรัฐมนตรี หรือสมาชิกในคณะมนตรีแห่งรัฐ (State Council) จะทำหน้าที่แทนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งบุคคลคนใหม่ดำรงตำแหน่งแทน
ประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งเพียงหนึ่งวาระเป็นเวลา 5 ปี โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สาเหตุที่มีการกำหนดวาระของการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียวนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีต ทั้งนี้เพราะในระหว่างทศวรรษที่ 1950 – 1970 แห่งคริสต์ศักราชที่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจได้หลายวาระจนทำให้สาธารณรัฐเกาหลีกลายเป็นรัฐเผด็จการไป
อำนาจและหน้าที่ของประธานาธิบดีเป็นไปตามข้อกำหนด 7 ประการ ดังนี้
1. ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นตัวแทนของประเทศทั้งในระบบ
แห่งรัฐและในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ประธานาธิบดีเป็นผู้ให้การต้อนรับทูตานุทูตต่างประเทศ มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญเกียรติยศ รวมทั้งเป็นผู้นำในด้านพิธีกรรมและให้อภัยโทษ หน้าที่สำคัญของประธานาธิบดีคือการปกป้องอธิปไตยของชาติให้ธำรงค์ความเป็นเอกราช ศักดิ์ศรีของชาติ และดินแดน อีกทั้งทำหน้าที่สำคัญในการรวมชาติ(กับเกาหลีเหนือ) ด้วยสันติวิธีเพื่อให้บังเกิดความสงบสุขบนคาบสมุทรเกาหลี
1. ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีจะทำหน้าที่ในการบังคับใช้
กฎหมายที่ได้ผ่านรัฐสภาแล้ว ในขณะเดียวกัน ออกพระราชกำหนด และข้อกำหนดอื่นๆเพื่อให้มีการกระทำตามกฎหมาย ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มในการเป็นผู้นำคณะกรรมการแห่งรัฐ และกำกับดูแลองค์กรที่ปรึกษาและหน่วยงานระดับสูง ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าหน่วยราชการและหน่วยงานการเมืองระดับสูง
2. ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ใน
การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกองทัพ รวมทั้งมีอำนาจในการประกาศสงคราม
(4) ภายใต้ระบบประธานาธิบดีของเกาหลีในปัจจุบัน ประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองมีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค และให้คำปรึกษาหารือกับพรรคในการเลือกสรรและแต่งตั้งผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายบริหาร
(5) ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ากำหนดนโยบายและเป็นผู้นำในการเสนอร่างกฎหมาย เป็นผู้ชี้แจงกฎหมายที่เสนอเข้าสู่รัฐสภาด้วยตนเอง หรืออาจชี้แจงเป็นข้อเขียนก็ได้ ประธานาธิบดีไม่สามารถยุบสภาได้ อนึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาสามารถยื่นข้อกล่าวหา (impeach) เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีได้
(6) ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มที่ในการจัดการกับภาวะวิกฤต เช่น เกิดความยุ่งเหยิงและการจลาจลภายในประเทศ การคุกคามจากภายนอกประเทศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยประธานาธิบดีสามารถออกพระราชกำหนด หรือ ประกาศภาวะฉุกเฉินให้เป็นผลตามกฎหมายได้เพื่อแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวจะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเปิดประชุมสภาผู้แทน นอกจากนั้นการใช้อำนาจดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของสังคม จากนั้น ประธานาธิบดีต้องแจ้งแก่รัฐสภาเพื่อความเห็นชอบ หากประธานาธิบดีดำเนินการดังกล่าว คำสั่งเหล่านั้นจะไม่เป็นผลตามกฎหมาย
1. ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดสงคราม เกิดการสู้
รบ หรือเกิดเหตุการณ์วิกฤตใดๆ การประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย
1. องค์กรในสังกัดสำนักประธานาธิบดี (Presidential agencies)
ในการปฏิบัติภาระหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายบริหารนั้น ประธานาธิบดีจะได้รับการ
ช่วยเหลือด้านบุคลากรและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นตรงต่อตัวเขา องค์กรเหล่านี้ได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council) คณะที่ปรึกษาประชาธิปไตย และการรวมชาติโดยสันติ (Advisory Council on Democratic and Peaceful Unification)
กรรมาธิการวางแผนและงบประมาณ (Planning and Budget Commission) กรรมาธิการด้านกิจการสตรี (Presidential Commission on Women’s Affairs) สภาประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย(Presidential Council on Science and Technology) และ คณะกรรมการประธานาธิบดีด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (Presidential Commission on Small and Medium Business) หัวหน้าของสภากรรมาธิการของแต่ละองค์กรจะมีตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี และทำหน้าที่รับผิดชอบในการตระเตรียมนโยบายให้แก่ประธานาธิบดีในภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเฉพาะขององค์กรแต่ละองค์กร
อนึ่ง นอกเหนือจากสภากรรมาธิการดังกล่าวข้างต้นนั้นแล้วยังมีอยู่อีก 2องค์กรที่ขึ้นโดยตรงต่อ ตัวประธานาธิบดี นั่นคือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และการไต่สวน (Board of Audit and Inspection) และหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Service) หัวหน้าขององค์กรทั้งสองนี้จะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินและการไต่สวนนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและการไต่สวนมีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีทุกประเภทของรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจอย่างกว้างขวางในการตรวจสอบการใช้อำนาจผิด ๆ ของข้าราชการที่มีพฤติกรรมมิชอบของเหล่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากนั้นจะต้องส่งรายงานผลการไต่สวนไปยังประธานาธิบดีและรัฐสภา
หน่วยข่าวกรองแห่งชาติมีหน้าที่ในการเก็บข่าวสารข้อมูลทางยุทธศาสตร์ทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกทั้งต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายของชาติ

นายกรัฐมนตรี (Prime Minister)
ในประเทศที่มีการปกครองระบบรัฐสภานั้น นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร แต่สำหรับกรณีของเกาหลีใต้ซึ่งใช้ระบบการปกครองแบบประชากรชาตินายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย อันดับที่หนึ่งที่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี โดยมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลการดำเนินงานของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในฐานะเป็นหัวหน้าเหล่าข้าราชการทั้งหมด ข้อมูลนับจนถึงเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1998 เกาหลีใต้มีกระทรวงหลัก 17 กระทรวง และหน่วยงานอิสระที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (หรือเทียบเท่าทบวง) อีก 17 หน่วยงาน
นายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี แต่ไม่มีกฎเกณฑ์หรือระเบียบการใดๆที่วางไว้ว่าบุคคลที่เหมาะสมที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนี้ควรจะเป็นเช่นไร ยกเว้นการเสนอการแต่งตั้งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
องค์กร/หน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานประสานงานนโยบายของรัฐ (Office for Government Policy Coordination); กรรมาธิการการค้าเสรี (Fair Trade Commision); กระทรวงยุติธรรม (Ministry of Justice); สำนักงานสารนิเทศ (Office of Public Information); คณะกรรมการวางแผนภาวะฉุกเฉิน (Emergency Planning Committee ); และองค์การการบริหารผู้รักชาติ และทหารผ่านศึก (Patriots and Veterans Administration Agency)
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการกำหนดนโยบายสำคัญๆของชาติ และเข้าร่วมประชุมรัฐสภา อนึ่ง นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารงานในงานแทนประธานาธิบดีเมื่อได้รับมอบหมาย นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการเสนอให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐมนตรี หรือสมาชิกคณะมนตรีแห่งชาติ

คณะมนตรีแห่งรัฐ (State Council)
ในการตัดสินและการแก้ไขปัญหาของชาติอยู่ที่การปรึกษาหารือ อย่างรอบคอบ
จากคณะมนตรีแห่งรัฐโดยจะใช้ฉันทามติในการกำหนดนโยบาย และกิจกรรมต่างๆของประเทศ คณะมนตรีแห่งรัฐนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ คณะรัฐมนตรี ดังเช่นของประเทศไทย คณะมนตรีแห่งรัฐนี้ปกครองด้วยสมาชิก ดังนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีราว 15-30 คน ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเป็นประธาน และนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน เมื่อคณะมนตรีแห่งรัฐได้สรุปและให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ แล้ว ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายก่อนประกาศใช้ ปัจจุบัน (ปี ค.ศ. 2000) คณะมนตรีแห่งรัฐประกอบด้วย ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ 17 คน รวมเป็น 19 คน
การที่คณะมนตรีแห่งรัฐ ประชุมร่วมกันเพื่อไตร่ตรองนโยบายหลักของชาติ และนำเสนอให้ประธานาธิบดีเพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้าย อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คณะมนตรีแห่งรัฐเป็นเสมือนที่ปรึกษาของ ประธานาธิบดีนั่นเอง ทั้งนี้เพราะภาระหน้าที่ของคณะมนตรีแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญนั้น มิใช่เป็นองค์กรทำหน้าที่ตัดสินใจดังปรากฎในมาตรา 89 ในรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า คณะมนตรีแห่งชาติจะให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดีในเรื่อง ดังต่อไปนี้
-แผนพัฒนาประเทศและนโยบายทั่วไปของกระทรวง ทบวง กรม
-การประกาศสงคราม การทำสนธิสัญญาสันติภาพ และเรื่องกิจการต่างประเทศ
-ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างข้อเสนอกิจการต่างๆแห่งชาติ ร่างสนธิสัญญา ร่างกฎหมาย และร่างพระราชกำหนด
-ร่างงบประมาณแผ่นดิน การปิดงบประมาณ แผนการยกเลิกทรัพย์สินของรัฐ การทำพันธะสัญญาในเรื่องการเงิน การคลัง ของรัฐ
-คำสั่งประธานาธิบดีในภาวะวิกฤต ข้อปฏิบัติในวิกฤตการณ์ทางการคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ และการประกาศใช้หรือยุติการใช้ภาวะฉุกเฉิน
-กิจการทางการทหารที่สำคัญ
-การขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยพิเศษ
-การมอบเหรียญรางวัลเกียรติยศ
-การอภัยโทษ
-การปรับโครงสร้างการบริหารงาน ของแต่ละกระทรวง
-แผนการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดสรรอำนาจของฝ่ายบริหาร
-การประเมินและวิเคราะห์ความก้าวหน้าในนโยบายที่สำคัญของรัฐ
-การกำหนดนโยบายและความร่วมมือของแต่ละกระทรวง
-คำสั่งการยุบพรรคการเมือง
-พิจารณาคำร้องและส่งคำร้องต่อฝ่ายบริหารในเรื่องนโยบายของรัฐบาล
-แต่งตั้งอัยการสูงสุด อธิการบดีมหาวิทยาลัย เอกอัครราชทูต ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และข้าราชการ รวมทั้งผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจที่ได้รวมไว้ในกฎหมาย
-กิจการอื่นใดที่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และสมาชิกของคณะมนตรีแห่งรัฐเสนอให้พิจารณา

ฝ่ายตุลาการ
อำนาจตุลาการเป็นเรื่องของศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเป็นอำนาจอิสระจากฝ่ายบริหาร ระบบศาลของเกาหลีมี 3 ระดับ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น (district courts) อนึ่ง ระบบตุลาการของประเทศนี้จำแนกออกเป็น ศาลครอบครัว ศาลปกครอง (administrative court) และศาลทรัพย์สินทางปัญญา (patent court) ศาลเหล่านี้จะพิจารณาคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง คดีการเลือกตั้ง และคดีความต่างๆที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่จัดการ และให้คำปรึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับการจดทะเบียนธุรกิจบ้านจัดสรร ทะเบียนประชากร การรับฝากเงิน และการทำสัญญาค้ำประกัน



องค์กรทางตุลาการ



ศาลฎีกา
ศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของประเทศ ตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา
และผู้พิพากษา จำนวน 13 คน ในการพิจารณาคดีของศาลฎีกา อาจจะมีการร่วมพิจารณาคดีกันทั้งคณะ หรือแยกออกเป็นคณะเล็กที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาคณะละ 4 คนศาลฎีกาทำหน้าที่ในการพิจารณาคดี ที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลสูง (high court) ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น รวมทั้งตัดสิน เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งทั่วไป และการเลือกตั้งประธานาธิบดี อีกทั้ง มีอำนาจในการตรวจสอบ ขั้นสุดท้ายทางด้านกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา กฎระเบียบ หรือข้อกำหนดในการบริหารราชการต่างๆ
ศาลฎีกาสามารถออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการภายในของศาลฎีกา ได้แก่แนวการบริหารของศาล และกระบวนการพิจารณาคดีความ ในการยื่นคดีต่อศาลฎีกาให้พิจารณาคดีนั้น จะต้องมีหลักฐานแน่ชัด ตรงตามแนวปฏิบัติ กล่าวคือ สำหรับคดีแพ่งต้องมีข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ศาล ชั้นต้นสามารถตัดสินความในระดับหนึ่งก่อน ส่วนคดีอาญานั้น การที่จะยื่นคดีต่อศาลฎีกาได้ก็ต่อเมื่อเป็นคดี ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือต่อกฎหมาย เช่น เรื่องการทำแท้ง (abolition) หรือการกลับคำพิพากษาตัดสินลงโทษ ที่มีการรวบรวมหลักฐานผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด หรือเป็นกรณีที่ถูกลงโทษจำคุกที่ไม่สมเหตุสมผล
เพื่อที่จะช่วยให้ผู้พิพากษาทำงานในคดีความที่มีออกมากมายมหาศาลนั้น ผู้พิพากษานักวิจัย (research judges) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้พิพากษาสูงจะศึกษาคดีและวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยผู้พิพากษาวิจัยกลุ่มละ 2 คน ทำงานในแต่ละคดี ปัจจุบัน ผู้พิพากษานักวิจัยดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 20 – 30 คน
ศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ประกอบด้วยประธานผู้พิพากษา และผู้พิพากษาร่วมอีก 3 คน ทำ หน้าที่ในการ พิจารณาคดี ที่ได้รับการ อุทธรณ์ภายหลังที่ได้รับการตัดสินจากศาลชั้นต้นและศาลครอบครัว ทั้งที่เป็นคดีแพ่งและคดีอาญา คดีการปกครอง หรือคดีอื่นใดที่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ในเกาหลีใต้มี 5 แห่ง ตั้งอยู่ที่กรุงโซล เตกู กวางจู ปูซานและเตจอน ในการพิจารณาคดีนั้น ศาลอุทธรณ์จะรื้อฟื้นการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง ซึ่งคำตัดสินอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลชั้นต้นก็ได้
อนึ่ง ศาลอุทธรณ์เท่านั้นที่สามารถตัดสินคดีความที่บุคคลหรือองค์กร ทำการฟ้องร้องในผลการตัดสิน หรือคำสั่งของหน่วยงานราชการ หรือฟ้องร้องในเรื่องการถูกถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งได้
ศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นทำหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินคดีทั่วไปแทบทุกคดี ปัจจุบัน ศาลชั้นต้นตั้งอยู่ที่กรุงโซล และในเมืองหลักอีก 12 เมือง ศาลชั้นต้นในกรุงโซลแบ่งออกเป็น 2 ศาล คือ ศาลแพ่งแห่งกรุงโซล และศาลอาญาแห่งกรุงโซล
ตามปกติ ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นนั้น จะมีผู้พิพากษา 1 คน ทำหน้าที่ดังกล่าว ยกเว้นเป็นคดีร้ายแรง เช่น คดีแพ่งที่มีมูลค่าทรัพย์สินตั้งแต่ 50 ล้านวอน (37,000 เหรียญสหรัฐ) ขึ้นไป หรือคดีอาญาที่จะต้อง ตัดสินให้ผู้ต้องหาต้องโทษประหารถึงชีวิตที่จะมีคณะผู้พิพาษาพิจารณาคดีร่วมหลายคน
ศาลชั้นต้นมีสาขาศาล หรือเรียกว่า ศาลชั้นต้นสาขาย่อย ที่ให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดี 1 คน ซึ่งมีอยู่จำนวน 42 แห่ง และมีศาลเทศบาลอีก 105 แห่ง (นับจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 1998) เป้าหมายของศาลชั้นต้นสาขาย่อยก็คือ ดำเนินการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับงานของศาลชั้นต้นทั่วไป ส่วนศาลเทศบาลทำหน้าที่บริการ ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นสาขาย่อยและศาลเทศบาลทำหน้าที่ใน การตัดสินคดีความเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การทะเลาะวิวาท การหย่าร้าง หรือคดีที่มีการยอมความกันได้
ศาลครอบครัว
ศาลครอบครัวทำหน้าที่พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน คดีเยาวชน หรือคดีในครอบครัวศาลครอบครัว จะไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้ารับฟังเพราะต้องการสงวนคดีความที่เป็นเรื่องส่วนตัวปัจจุบัน ศาลครอบครัวตั้งอยู่ ในกรุงโซลแห่งเดียว ส่วนท้องที่อื่นจะให้ศาลชั้นต้นทำหน้าที่แทน
ศาลปกครอง (administrative court)
ศาลปกครองเปิดทำการครั้งแรกที่กรุงโซล ในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1998 เพื่อพิจารณาคดีเรื่องราวเกี่ยว กับการปกครองเท่านั้น ศาลชั้นต้นที่ตั้งอยู่นอกกรุงโซลจะทำหน้าที่พิจารณาคดีเรื่องการปกครอง
ศาลสิทธิบัตร (Patent court)
ศาลสิทธิบัตรเริ่มเปิดครั้งแรกในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1998 ที่เมือง เตจอน ทำหน้าที่ในการพิจารณา ข้อพิพาทด้าน สิทธิบัตร ที่ได้รับการส่งขึ้นมาจากงานสิทธิบัตร หรือเป็นตัวกลางในการพิจารณาเรื่อง นี้ก่อนที่จะส่งต่อให้ศาลฎีกาเพื่อตัดสินขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นทั่วไปก็สามารถ พิจารณาคดีข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรได้เช่นกัน
ศาลทหาร (Courts – martial)
ศาลทหารทำหน้าที่พิจารณาตีความของทหารและข้าราชการพลเรือนที่ทำงานในกองทัพที่กระทำผิด เช่น คดีความผิดฐานกบฏ การหนีทหาร การไม่เชื่อฟังคำสั่ง หรือการกระทำผิดทางอาญา ส่วนพลเรือนที่ต้องขึ้นศาล ทหารต่อเมื่อกระทำผิดในเรื่องการจารกรรมทางทหาร การเข้าไปแทรกแซงกิจการของทหาร หรือคดีที่ได้ระบุไว้ใน กฎหมายอย่างชัดแจ้ง
คุณสมบัติและการแต่งตั้งผู้พิพากษา
ประธานศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกาจะต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์ในหน้าที่ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปี ส่วนผู้พิพากษาในศาลอื่นๆ จะต้องสอบผ่านเนติบัณฑิต (Judicial Civil Service Examination) และได้รับการอบรมที่ สถาบันวิจัยตุลาการ (Judicial Research and Training Institute) เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี รวมทั้งต้องเข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาทดลอง (probationary judge) เป็นเวลา 2 ปีอีกด้วย หรือจะต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัยการ หรือเป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญ (qualified prosecutor / lawyer)
ประธานศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีตามความเห็นชอบของรัฐสภา ส่วนผู้พิพากษาศาล ฎีกาท่านอื่นๆ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี โดยการเสนอของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษาศาลที่ต่ำลง มาได้รับการแต่งตั้งจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
วาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับ 6 ปี แล้วจะไม่ได้รับการแต่งตั้งซ้ำอีก อนึ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจะต้องออกจาก ตำแหน่งเมื่ออายุได้ 70 ปี ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งของคณะเท่ากับ 6 ปีเท่ากัน และอาจได้รับตำแหน่ง ต่อไปอีกภายใต้ระเบียบ ของกฎหมายที่กำหนด แต่จะต้องออกจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 65 ปี ส่วนอายุเกษียน ข้าราชการของผู้พิพากษาอื่นๆ เท่ากับ 63 ปี
การค้ำประกันสถานภาพ เพื่อให้สามารถตัดสินคดีความได้อย่างเป็นอิสระ ผู้พิพากษาได้รับการคุ้มครอง การทำงานจากรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาจะไม่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เว้นแต่จะถูกไต่สวนถอดถอน (impeachment) หรือกระทำผิดทางอาญา ในขณะเดียวกัน ผู้พิพากษาจะไม่ถูกให้สำรองราชการ หรือลดเงินเดือน เว้นแต่จะได้รับการตัดสินจากอนุญาโตตุลาการ
การบริหารงานของฝ่ายตุลาการ
ศาลฎีกามีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานด้านตุลาการอย่างกว้างขวาง ประธานศาลฎีกาจะรับผิดชอบ ต่องานบริหารของศาลทุกประเภท และจะเขียนคำร้องไปยังรัฐสภาเพื่อ ให้ออกเป็นกฎหมาย หากเห็นว่ามีความจำเป็น งานบริหารของฝ่ายตุลาการอาจจำแนกได้ดังนี้
คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ประกอบด้วยผู้พิพากษา 14 คน และมีประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือเพื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลในระดับต่ำลงมา สร้างกฎระเบียบของศาลฎีกา พิจารณาการแปรงบประมาณ หรือข้อกำหนดอื่นใด รวมทั้งเรื่องราวที่สำคัญๆ
กระทรวงการบริหารงานตุลาการ (Ministry of Court Administration) กระทรวงยุติธรรมจะ ทำหน้าที่ในการดำเนินงานทางด้านธุรการในศาลตามมติของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลฎีกาจะเป็น ผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีของกระทรวงนี้ โดยเลือกจากผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่ กระทรวงนี้แบ่งงานออก เป็นสำนักวางแผน สำนักการวิจัยนโยบายตุลาการ สำนักบริหารบุคคล และ 4 กรม (Litigation, Property and Family Registry, Court Construction, General Affairs) รวมทั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์
สถาบันวิจัยทางตุลาการ และฝึกอบรม (Judicial Research and Training Institution) เป็นสถาบันเดียวที่ให้การศึกษา (the bench) และเนติบัณฑิต (the bar) ในเกาหลี โดยให้ความ รู้ทางทฤษฎีและการฝึกหัดแก่ผู้ฝึกหัด ที่ผ่านข้อสอบเนติบัณฑิต (Judicial Civil Service Examination) แล้ว สถาบันแห่งนี้มีหลักสูตร 2 ปี ในการฝึกอบรมผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนักกฎหมายอาชีพ ในขณะเดียวกัน สถาบันแห่งนี้เป็นแหล่งให้ผู้พิพากษาใช้เป็นสถานที่เพิ่มพูนความรู้และทำการว่าจ้างทางด้านกฎหมายอีกด้วย
สำนักงานอัยการสูงสุด (Supreme Public Prosecutor’s Office)
สำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ภายใต้การบริหารงานของกระทรวงยุติธรรม เป็นองค์กรทำหน้าที่ ทางด้านฝ่ายกฎหมายแก่ส่วนราชการ อัยการมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนการกระทำ ผิดกฎหมาย และใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำผิด อีกทั้งให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายแก่ตำรวจ
อัยการสูงสุดได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยเลือกผู้ที่มีประสพการณ์ในการทำงานเป็นอัยการมาก่อน หรือเป็นผู้พิพากษา หรือทนาย ซึ่งได้ทำงานด้านดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปี ส่วนอัยการคนอื่นๆจะ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

พรรคการเมือง
เมื่อ ธันวาคม พ.ศ. 2538 เกิดการรวมตัวของ 3 พรรคใหญ่ คือ
1. พรรค Democratic Justice Party-DJP
2. พรรค Reunification Democratic Party-RDP และ
3. พรรค New Democratic Republican Party-NDRP และตั้งชื่อว่าพรรค New Korean Party-NKP
ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ธ.ค. 2540 ได้เกิดพรรคใหม่คือ
1. พรรค Grand National Party -GNP (ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรค NKP กับพรรค New Party by the People)
2. พรรค Millennium Democratic Party-MDP ซึ่งมีนาย คิม แด จุง เป็นหัวหน้าพรรค และ
3. พรรค United Liberal Democrats-ULD ซึ่งมีนาย คิม จอง พิล เป็นหัวหน้าพรรค
โดยพรรค MDP กับพรรค ULD ได้ร่วมกันส่งนายคิม แด จุง เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับชัยชนะ โดยนาย คิม จอง พิล ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาพรรค ULD ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ปัจจุบันมีพรรคฝ่ายค้าน (Grand National Party-GNP) และพรรครัฐบาล (Millennium Democratic Party-MDP) และพรรคฝ่ายค้านเสียงส่วนน้อย (United Liberal Democrats-ULD) ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้าน GNP สามารถคุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภารวม 139 ที่นั่ง ทั้งนี้เมื่อ 15 เม.ย. 2547 มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้สมัยที่ 17 โดยเป็นการเลือกสมาชิกรัฐสภาทั้งสิ้น 299 ที่นั่งประกอบด้วยการเลือกตั้งโดยตรง 243 ที่นั่ง และจากสัดส่วนพรรค (party list) 56 ที่นั่ง ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการพรรค Uri ได้คะแนนเสียงข้างมากส่งผลให้พรรค Uri กลายเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในรัฐสภาเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม พรรค Uri ได้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อม 6 ครั้งในเดือนเมษายน 2548 ทำให้พรรค Uri ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังได้แพ้ในการเลือกตั้งซ่อมในเดือนตุลาคม 2548 อีก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีปัญหามากขึ้น
รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 8 กำหนดบทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง ในประเทศว่า“พรรคการเมืองเป็นการรวม ตัวกันอย่างเป็นอิสระ และอาจมีพรรคหลายพรรคได้ จุดมุ่งหมายการจัดองค์กรและกิจกรรมของพรรคการเมืองหนึ่งๆ จะต้องเป็นประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะเป็นองค์กรที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม อันเป็นกระบวนการรวบรวมความคิดเห็น ทางการเมืองของประชาชน” รัฐธรรมนูญยังเน้นว่า“พรรคการเมืองจะได้รับการปกป้องจากรัฐตาม กฎหมาย” ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในเรื่องกฎหมายพรรคการเมือง โดยกฎหมายในเรื่องนี้เน้นถึงการปกป้อง ในการดำเนินกิจกรรมและกระบวนการขององค์กร ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องสร้างสรรค์การ พัฒนาการ เมืองในระบบประชาธิปไตย ดังนั้น พรรคการเมืองจะมีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยเสรี
กฎหมายดังกล่าวยังได้กล่าวต่อไปว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรของประชาชนที่มีเป้าหมาย ให้ประชาชนแสดงออก ด้านความคิดเห็นทางการเมือง ดังนั้น เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว พรรคการเมืองจะต้องรับผิดชอบในการร่วมนำ สนอความคิดเห็น และทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน พรรคการเมืองเป็นองค์กรเอกชน ทำหน้าที่ดำเนินเกี่ยวกับเรื่องราวทางการเมือง โดยกฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง การดำเนินงาน และการจัดองค์กรของพรรคการเมืองไว้อย่างชัดแจ้ง
เงินอุดหนุนพรรคการเมือง
เนื่องจากพรรคการเมืองต้องจัดหาและบริหารเงินเป็นจำนวนมากในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ดังนั้น จึงมีกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนทางการเมืองขึ้นเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถหาเงินเข้าพรรคด้วยการจัดเก็บค่าสมาชิกพรรค การบริจาคของคณะกรรมการสนับสนุน และเงินช่วยเหลืออื่นๆ
ดังที่กล่าวแล้วว่า รายได้ของพรรคการเมืองที่มาจากการเก็บค่าสมาชิกพรรค และการบริจาคจากบริษัทขนาดใหญ่ องค์กร และปัจเจกบุคคลนั้น เป็นรายได้ที่มักจะไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่แต่ละพรรคจะต้องใช้ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างรายรับ-รายจ่าย ด้วยเหตุนี้ จึงก่อให้พรรคการเมืองกับบริษัทขนาด ใหญ่ต่างมีพันธะสัญญาในการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจ อันเป็นการคอร์รัปชั่นทางการเมืองของชาติเป็นส่วนรวม อาจกล่าวได้ว่าปัญหา นี้เป็นปัญหาในสังคมเกาหลีตลอดมา
ดังนั้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราที่ 8 ได้กำหนดไว้ว่า“รัฐควรให้ความช่วยเหลือ ที่จำเป็นในการดำเนินงานของพรรคการเมือง ดังที่ได้ระบุไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” แต่ความช่วยเหลือดังกล่าว จะมอบให้แก่พรรคการเมืองที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย กล่าวคือ
เงินสนับสนุนพรรคการเมืองคิดคำนวณจากเงิน 800 วอน คูณด้วยเสียงที่พรรคการเมือง ได้รับเลือก ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย เงินสนับสนุนนี้จะนำมาบวกรวมกันภายหลังที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี การเลือกตั้งทั่วไป และการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อรวมเป็นเงินสนับสนุน
เงินสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เงินสนับสนุนพื้นฐาน และเงินสนับสนุนตามสัดส่วน เงินสนับสนุน พื้นฐานจำนวนร้อยละ 50 ของเงินทั้งหมดมอบให้แก่พรรคที่ได้รับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 20 คนหรือ มากกว่านี้ขึ้นไป ส่วนพรรคที่ได้รับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 5 – 19 คน จะได้รับร้อยละ 5 ส่วนพรรค ที่ได้รับเลือกน้อยกว่า 5 ที่นั่งจะได้รับร้อยละ 2ส่วนเงินที่เหลือจะมอบให้แก่พรรคตาม สัดส่วนที่นั่งที่แต่ละ พรรคได้รับเลือกในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด
พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมี “คณะกรรมการสนับสนุน”(Support Committee) ทำหน้าที่ในการหาทุนเข้าพรรค คณะกรรมการสนับสนุนนี้จะประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา และคณะกรรมการ กลางของพรรค กรรมการระดับจังหวัด ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น ซึ่งจะต้องลงทะเบียนต่อคณะ กรรมการจัดการการเลือกตั้ง
ปัจเจกบุคคลและบริษัทต่างๆ สามารถเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสนับสนุนได้ตามความสมัครใจ และจะ ออกเงินของตนเองในการสนับสนุน หรือเรียกเก็บเงินจากคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการ ให้แก่พรรคการเมือง หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งก็ได้ อย่างไรก็ตาม มีการกำหนดยอดเงินสูงสุดของการบริจาค กล่าวคือ ในปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการสนับสนุนกลางสามารถเรี่ยไรเงินบริจาคเข้าพรรคได้ไม่เกิน 20 พันล้านวอน (ราว 1,000 ล้านบาท) คณะกรรมการสนับสนุนระดับมหานคร หรือจังหวัด จะเรี่ยไรได้ไม่เกิน 2 พันล้านวอน ส่วนคณะกรรมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น หรือผู้สมัคร เป็นสมาชิกรัฐสภาคนละ 300 ล้านวอน หากปีใดเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการแต่ละระดับจะสามารถ รับเงินบริจาคเข้าพรรคได้ไม่เกิน 2 เท่า ของปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง
องค์กรของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (National Election Commission – ก.ก.ต.)ก.ก.ต.
เป็นองค์กรอิสระสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการจัดการให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทำหน้าที่ในการจัดหาประชามติแห่งชาติ และทำงานเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งมีวาระในการทำงาน 6 ปี และจะต้องไม่สังกัดหรือร่วมกิจกรรมของพรรคการเมืองใด กรรมการดังกล่าวจะไม่ถูกให้ออกจากตำแหน่ง ยกเว้นได้รับการฟ้องร้องให้ถอดถอน (impeached) หรือถูกจำคุก หรือต้องคดีอุกฉกรรจ์ได้รับโทษจากศาล
คณะกรรมการ ก.ก.ต. จะประชุมกันได้เมื่อมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมเกินกึ่งหนึ่งของคณะ และทำหน้าที่ตัดสินปัญหา ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม ประธาน ก.ก.ต. มีสิทธิ์ออกเสียงและ มีสิทธิ์ออกเสียงให้ข้าง ใดข้างหนึ่งชนะ หากมีคะแนนก้ำกึ่งกัน
คณะกรรมการ ก.ก.ต. ส่วนกลางประกอบด้วย สมาชิก 9 คน โดยได้รับแต่งตั้งจาก 3 ฝ่าย ฝ่ายละเท่าๆกัน คือประธานาธิบดี แต่งตั้ง 3 คน ฝ่ายตุลาการ 3 คน และรัฐสภา 3 คน
หน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ก.ก.ต. ทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งการเลือกตั้งอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่
-การเลือกตั้งประธานาธิบดี
-การเลือกตั้งทั่วไป (เลือกสมาชิกรัฐสภา)
-เลือกตั้งผู้นำรัฐบาลท้องถิ่น (เช่น นายกเทศมนตรีมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีเมือง และนายกเทศมนตรีเทศบาลอำเภอ)
-เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น (เช่น สมาชิกเทศบาลมหานคร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาลเมือง และเทศบาลอำเภอ)
-เลือกตั้งกรรมการตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ
-วิจัยเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง
ก.ก.ต. ทำหน้าที่ในการดำเนินการจัดทำประชามติที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรม นูญ ในเรื่องความสัมพันธระหว่างประเทศ ในเรื่องการป้องกันประเทศ ในเรื่องการรวมชาติ และในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของพรรค รวมทั้งจัดการทางด้านการเงินสนับสนุนต่อกรรมการการเมือง
อนึ่ง ก.ก.ต. จะทำหน้าที่ดำเนินการการส่งเสริมการเมืองตลอดทั้งปี โดยชี้ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบกิจการ จัดระบบการเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ด้วยการจัดให้มีการปาฐกถาตามแหล่งชุมชน โรงเรียน และจัดสัมมนาถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง อีกทั้งให้ความรู้แก่ยุวชนที่เป็นผู้เลือกตั้งครั้งแรก เป็นต้น
ก.ก.ต. เน้นให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งที่เป็นเรื่องการใช้สิทธิ์ และการลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังเน้นถึงการตรวจสอบวิธีการรณรงค์หาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมาย ก.ก.ต. แสวงหาแนวทาง ป้องกันการหาเสียงที่ผิดกฎหมาย ทั้งในส่วนของพรรคการเมืองและของผู้สมัครแต่ละคน หากความผิดปกติเกิดขึ้น ก.ก.ต. จะรีบเข้าไปตรวจสอบโดยทันที
สถาบันการจัดการการเลือกตั้ง (Election Management Institute) ของ ก.ก.ต. ทำหน้าที่ในการให้ความรู้แก่ ลูกจ้าง คนงาน ทุกระดับ รวมทั้งข้าราชการ ผู้ทำงานด้านการเลือกตั้ง และสมาชิก ผู้ทำงานเกี่ยวกับการเมืองที่ทำงานด้านการ เลือกตั้งทุกฝ่าย ตลอดจนแก่พรรคการเมือง รวมทั้งทำหน้าที่บริหารจัดการ และจ่ายเงินอุดหนุนทางการเมืองอีกด้วยก.ก.ต. ทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมาย และเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การทำประชามติ และกฎหมาย พรรคการเมืองเพื่อนำขึ้นพิจารณาในรัฐบาลเมื่อเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
จักรพรรดิและราชวงศ์
เกาหลีได้มีการฟื้นฟูราชวงศ์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2549 โดยเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน แต่ไม่ได้เป็นประมุข เพราะเกาหลีมีประธานาธิบดีอยู่แล้ว จักรพรรดิจึงมีไว้เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีต่างๆ และพิธีทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ทรงเป็นประมุขหรือสัญลักษณ์ของประเทศแต่อย่างไร โดยเกาหลีมีจักพรรดิซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจมาตั้งแต่ตอนเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่น จนกระทั่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายกู จักรพรรดิองค์ก่อน และยังไม่มีผู้สืบทอดจึงทำให้ราชวงศ์สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2548 แต่ได้ถูกฟื้นฟูในปี พ.ศ. 2549 โดย เจ้าหญิงเฮวอน จักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน






เจ้าหญิงเฮวอน





เจ้าหญิง ลี เฮวอน แห่งเกาหลี (이해원, , ฮันจา: 李海瑗, , MC: I Haeweon, , MR: I Haewŏn ) ทรงเป็นสมาชิกในราชวงศ์ลีแห่งเกาหลี ก่อนที่จะถูกล้มล้างไปในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกคาบสมุทรเกาหลี เมื่อปี ค.ศ. 1910 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ประสูติ พระองค์ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ที่ 2 ใน เจ้าชายกัง พระราชโอรสพระองค์ที่ 5 ใน สมเด็จพระจักรพรรดิโกจง จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายแห่งเกาหลี และยังทรงดำรงฐานะเป็น ประมุขแห่ง ราชตระกูลจักรพรรดิเกาหลี (Korean Imperial Household)
พระประวัติเจ้าหญิงลี ประสูติที่ ในปี พ.ศ. 2462 พระราชวังซาดอง กรุงโซล และ ทรงเจริญวัยในพระราชวังอุนเฮอง พระองค์ทรงเษกสมรสกับ ลี ซุงยู ซึ่งต่อมาถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวไปในช่วงสงครามเกาหลี ทรงมีพระโอรส 3 พระองค์ และ พระธิดาอีก 1 พระองค์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 เจ้าหญิงลี ได้ทรงทำพิธีขึ้นครองราชย์ในฐานะประมุขแห่งราชตระกูลจักรพรรดิเกาหลี พระองค์ทรงใช้คำเรียกพระองค์ว่า จักรพรรดินีแห่งเกาหลี และทรงประกาศถึงการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในประเทศเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลกลางเกาหลีมิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือรับรองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำนักโพลในประเทศเกาหลีใต้ได้สำรวจแล้วว่า 54.4% สนับสนุนการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ โดยให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหญิงวอนก็ทรงมีศักดิ์เป็นจักรพรรดินีอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม พิธีการ และพฤตินัย เนื่องจากเป็นผู้สืบทอดของเจ้าชายกู พระจักรพรรดิองค์ก่อน ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2548 เพียงแต่ทรงขาดสถานะการเป็นประมุข ทำให้ทรงเป็นจักรพรรดิแต่มิได้เป็นประมุขของประเทศ

การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศเกาหลีใต้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 จังหวัด (provinces) 1 จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ (special autonomous province) 6 มหานคร (metropolitan cities) และ 1 นครพิเศษ (special city)

นครพิเศษ

1. โซล/ซออุล (Seoul Teukbyeolsi: โซล ทึกบยอลชี; 서울 특별시; 서울特別市)

มหานคร
1. ปูซาน/พูซาน (Busan Gwangyeoksi: 'พูซาน กวางยอกชี; 부산 광역시; 釜山廣域市)
2. แทกู (Daegu Gwangyeoksi: แทกู กวางยอกชิ; 대구 광역시; 大邱廣域市)
3. อินชอน (Incheon Gwangyeoksi: อินชอน กวางยอกชิ; 인천 광역시; 仁川廣域市)
4. กวางจ/ควางจู (Gwangju Gwangyeoksi: ควางจู กวางยอกชิ; 광주 광역시; 光州廣域市)
5. แทจอน (Daejeon Gwangyeoksi: แทจอน กวางยอกชิ; 대전 광역시; 大田廣域市)
6. อุลซาน (Ulsan Gwangyeoksi: อุลซาน กวางยอกชิ; 울산 광역시; 蔚山廣域市)
จังหวัด
1. คยองกี (Gyeonggi-do: คยองกี-โด; 경기도; 京畿道)
2. คังวอน (Gangwon-do: คังวอน-โด; 강원도; 江原道)
3. คยองซาบุก (Gyeongsangbuk-do: คยองซาบุกโด; 경상 북도; 慶尚北道)
4. คยองซานัม (Gyeongsangnam-do: คยองซานัม-โด; 경상 남도; 慶尚南道)
5. ชอลลานัม (Jeollanam-do: ชอลลานัม-โด; 전라 남도; 全羅南道)
6. ชอลลาบุก (Jeollabuk-do: ชอลลาบุก-โด; 전라 북도; 全羅北道)
7. ชุงชองบุก (Chungcheongbuk-do: ชุงชองบุกโด; 충청 북도; 忠清北道)
8. ชุงชองนัม (Chungcheongnam-do: ชุงชองนัม-โด; 충청 남도; 忠清南道)

จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ

เชจู (Jeju: เชจู; 제주특별자치도; 濟州特別自治道)

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ประวัติเกาหลีเหนือ

ประวัติประเทศเกาหลีเหนือ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (Democratic People's Republic of Korea: DPRK) หรือ เกาหลีเหนือ (North Korea) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี มีพรมแดนทางใต้ติดกับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นชาติเดียวกันจนถึงปี พ.ศ. 2489 พรมแดนทางเหนือส่วนใหญ่ติดกับประเทศจีน และมีส่วนเล็กน้อยติดกับประเทศรัสเซีย

ภายในประเทศมักเรียกว่า Pukchoson: ปุกโชซอน (โชซอนเหนือ; 북조선; 北朝鮮) และมักใช้คำว่า Bukhan: บุกฮัน (ฮันเหนือ; 북한; 北韓) ในเกาหลีใต้

ยุคประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์เกาหลี แบ่งเป็นราชอาณาจักรทั้งสาม คือราชอาณาจักรโกกุเรียว (เป็นอาณาจักรเกาหลีโบราณ ปัจจุบัน ดินแดนส่วนใหญ่อยู่ในเกาหลีเหนือและคาบสมุทร์เหลียวตงของจีน) ราชอาณาจักรปีกเจ และราชอาณาจักรซิลลา ซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลีและบางส่วนของแมนจูเรีย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในช่วงหนึ่งศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช คาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด และดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศแมนจูเรียอยู่ภายใต้การปกครองของสามอาณาจักร

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังของ สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปปลดอาวุธญี่ปุ่นในเกาหลี แต่สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถตกลงเรื่องการรวมเกาหลีกันได้ แต่ละฝ่ายจึงประกาศประเทศของตน โดยเกาหลีใต้ เรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ส่วนเกาหลีเหนือ เรียกชื่อประเทศว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต

ยุคเอกราช
หลังจากเกาหลีเหนือได้แยกออกมาเป็นเอกราชแล้ว นาย คิม อิล ซุง ก็ได้มีบทบาทสำคัญของการบริหารประเทศตลอดมา ในระหว่าง พ.ศ.2491-2515 เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อจากนั้นก็ได้ตำแหน่งประธานาธิบดี จนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2537 แล้วบุตรชาย คิม จอง อิล ได้ดำรงตำแหน่งสืบมาคิม จองอิล

คิม จองอิล
คิม จองอิล (ฮันกึล: 김정일, ฮันจา: 金正日, Kim Jong-il) เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942)[1] ที่ฐานที่มั่นลึกลับ บนยอดเขาเบคดู รอยต่อระหว่างชายแดนประเทศจีน และเกาหลีเหนือ คิม จอง อิล ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศเกาหลีเหนือที่มีอำนาจสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ และยังเป็น ผู้นำพรรคแรงงาน ผู้นำประธานคณะกรรมการการป้องกันแห่งชาติ






การเมือง
เกาหลีเหนือเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ เกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต ระบบการเมืองของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche) ซึ่งอดีตประธานาธิบดี คิม อิล ซุง ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธ.ค. 2498 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือเอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง
เกาหลีเหนือมีการปกครองระบบพรรคเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศเมื่อ 9 ก.ย. 2491 โดยมีพรรคคนงานเกาหลี (Workers Party of Korea) เป็นองค์กรที่มีบทบาทและอิทธิพล สูงสุดในทางการเมืองที่คอยควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญปกครองประเทศของเกาหลีเหนือบัญญัติไว้ว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของสมัชชาประชาชนสูงสุด ซึ่งมีสมาชิก 687 คน มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี
สถานการณ์การเมืองภายในของเกาหลีเหนือได้เข้าสู่ความไม่แน่นอน ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ในปี 2537 ซึ่งทำให้ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าเกาหลีเหนือจะประสบปัญหาวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศของนายคิม จอง อิล ในเดือนกรกฎาคม 2541 แสดงให้เห็นว่านายคิม จอง อิล สามารถกุมอำนาจการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยนายคิม จอง อิล ก็ได้มีท่าทีที่ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในโลกเสรีมากขึ้น คาดว่าเพราะต้องการได้รับเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อ 5 ก.ย. 2541 การประชุมสภาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า 1) นายคิม อิล ซุง เป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ และเป็นบรรพบุรุษแห่งสังคมนิยมของเกาหลี ดังนั้น จึงยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President) 2) ยกเลิกระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข ให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission) เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจปกครองด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ 3) ให้สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (Supreme People's Assembly) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศอนึ่ง สภาฯ มีมติแต่งตั้งนายคิม ยอง นาม ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ ได้แก่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีการทูต การให้และยกเลิกสัตยาบัน การแต่งตั้งและเรียกกลับผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศ การรับสาส์นตราตั้งทูตต่างประเทศ การเป็นผู้แทนประเทศพบบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ รวมทั้งเป็นผู้แทนประเทศเดินทางไปเยือนประเทศอื่นๆเมื่อ 3 ก.ย.2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยที่ประชุมฯ มีมติดังนี้
1. นาย Kim Jong Il ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม (Chairman of the National Defense Commission) ต่อไป
2. นาย Kim Yong Nam ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุด (President of the Presidium of the DPRK Supreme People's Assembly) ต่อไป
3. นาย Park Pong Ju รมว.อุตสาหกรรมเคมี ดำรงตำแหน่ง นรม. สืบแทนนาย Hong Song Nam
4. นาย Paek Nam Sun ดำรงตำแหน่ง รมว.กต.ต่อไปทั้งนี้ นรม.คนใหม่มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มากยิ่งขึ้น สนับสนุนด้านการทหารอย่างเต็มที่ และส่งเสริมการรวมประเทศเกาหลีทั้งสอง

การปกครอง
เกาหลีเหนือปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์โดยมี นายคิมจองอิล เป็นผู้นำประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศคอมมิวนิสต์
เกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต ระบบการเมืองของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche) ซึ่งอดีตประธานาธิบดี คิม อิล ซุง ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธ.ค. 2498 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือเอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง เกาหลีเหนือมีการปกครองระบบพรรคเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศเมื่อ 9 ก.ย. 2491 โดยมีพรรคคนงานเกาหลี (Workers Party of Korea) เป็นองค์กรที่มีบทบาทและอิทธิพล สูงสุดในทางการเมืองที่คอยควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญปกครองประเทศของเกาหลีเหนือบัญญัติไว้ว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของสมัชชาประชาชนสูงสุด ซึ่งมีสมาชิก 687 คน มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สถานการณ์การเมืองภายในของเกาหลีเหนือได้เข้าสู่ความไม่แน่นอน ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ในปี 2537 ซึ่งทำให้ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าเกาหลีเหนือจะประสบปัญหาวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศของนายคิม จอง อิล ในเดือนกรกฎาคม 2541 แสดงให้เห็นว่านายคิม จอง อิล สามารถกุมอำนาจการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยนายคิม จอง อิล ก็ได้มีท่าทีที่ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในโลกเสรีมากขึ้น คาดว่าเพราะต้องการได้รับเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อ 5 ก.ย. 2541 การประชุมสภาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า 1) นายคิม อิล ซุง เป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ และเป็นบรรพบุรุษแห่งสังคมนิยมของเกาหลี ดังนั้น จึงยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President) 2) ยกเลิกระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข ให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission) เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจปกครองด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ 3) ให้สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (Supreme People's Assembly) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ อนึ่ง สภาฯ มีมติแต่งตั้งนายคิม ยอง นาม ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ ได้แก่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีการทูต การให้และยกเลิกสัตยาบัน การแต่งตั้งและเรียกกลับผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศ การรับสาส์นตราตั้งทูตต่างประเทศ การเป็นผู้แทนประเทศพบบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ รวมทั้งเป็นผู้แทนประเทศเดินทางไปเยือนประเทศอื่นๆ

การแบ่งเขตการปกครอง
ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศเกาหลีเหนือแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provinces) 3 เขตพิเศษ (special regions) และ 2 เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง (directly-governed cities) ได้แก่




จังหวัด

  • คังวอน (Kangwŏndo: คังวอนโด 강원도; 江原道)
  • ชากัง (Chagang-do: ชากัง-โด; 자강도; 慈江道)
  • เปียงอันใต้ (P'yŏngan-namdo: เปียงอัน-นัมโด; 평안 남도; 平安南道)
  • เปียงอันเหนือ (P'yŏngan-bukto: เปียงอัน-บุคโต; 평안 북도; 平安北道)
  • เรียงกัง (Ryanggang-do: เรียงกัง-โด; 량강도; 兩江道)
  • ฮวางแฮใต้ (Hwanghae-namdo: ฮวางแฮ-นัมโด; 황해 남도; 黃海南道)
  • ฮวางแฮเหนือ (Hwanghae-bukto: ฮวางแฮ-บุคโต; 황해 북도; 黃海北道)
  • ฮัมเกียงใต้ (Hamgyŏng-namdo: ฮัมเกียง-นัมโด; 함경 남도; 咸鏡南道)
  • ฮัมเกียงเหนือ (Hamgyŏng-bukto: ฮัมเกียง-บุคโต; 함경 북도; 咸鏡北道)

เมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง

  • เปียงยาง (P'yŏngyang Chik'alshi: เปียงยาง ชิคัลชิ; 평양 직할시; 平壤直轄市) - สังเกตว่าเมืองนี้ได้จัดเป็นเมืองที่ได้รับการปกครองโดยตรง และไม่ใช่ "นครพิเศษ" เหมือนกรุงโซลในประเทศเกาหลีใต้
  • ราซอน (ราจิน-ซอนบอง) (Rasŏn (Rajin-Sŏnbong) Chik'alshi: ราซอน (ราจิน-ซอนบอง) ชิคัลชิ; 라선 (라진-선봉) 직할시; 羅先 (羅津-先鋒) 直轄市)
ภูมิศาสตร์
คาบสมุทรเกาหลีทอดตัวไปทางทิศใต้ทางด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีความยาว 1,020 กิโลเมตร (612 ไมล์) และกว้าง 175 กิโลเมตร (105 ไมล์) ณ จุดที่แคบที่สุดของคาบสมุทร พื้นที่ 70% ของประเทศเป็นเทือกเขา จึงจัดเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแผ่นดินที่เป็นหินแกรนิตและหินปูนทำให้เกิดภูมิประเทศที่สวยงามอย่างมหัศจรรย์ ประกอบด้วยเทือกเขาและหุบเขา เทือกเขา ตลอดชายฝั่งด้านตะวันออกสูงชันและทอดตัวลงสู่ทะเลตะวันออก ในขณะที่ชายฝั่งทางด้านใต้ และตะวันตก เทือกเขาค่อย ๆ ลาดลงต่ำสู่ที่ราบชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีโดยเฉพาะในด้านการผลิตข้าว
คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ที่บริเวณเหนือเส้นขนานที่ 38 คือ ประเทศระบอบประชาธิปไตย สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ทางใต้ และประเทศระบอบคอมมิวนิสต์ เกาหลีเหนือ โดยถูกคั่นกลางโดยเขตปลอดทหาร

การเกษตร
เกาหลีเหนือจัดพื้นที่การเกษตรเป็นคอมมูนเช่นเดียวกับจีน และมอบพื้นที่ขนาดเล็กใกล้คอมมูนให้เป็นแปลงเกษตรส่วนตัว ผลผลิตทางการเกษตรของเกาหลีเหนือ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี โค และสัตว์ปีก แต่เกือบทุกชนิดไม่พอเลี้ยงประชากรในประเทศ ส่วนใหญ่จึงต้องสั่งเข้าจากอดีตสหภาพโซเวียต

การทำเหมืองแร่
เกาหลีเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยถ่านหิน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ส่งเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้ประเทศอันดับหนึ่งนอกจากนี้ยังมี ตะกั่ว สังกะสี และเหล็ก

อุตสาหกรรม
เกาหลีเหนือมีอุตสาหกรรมหนักอยู่หลายชนิด เช่น เครื่องจักรกล เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย เศรษฐกิจการค้า

เกาหลีเหนือมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยเกาหลีเหนือได้ยึดถืออุดมการณ์ลัทธิจูเช่ (Juche) ของพรรคแรงงานเกาหลีมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความเป็นเอกภาพ การพึ่งพาตนเอง เกียรติภูมิของชาติ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศ พร้อมกับประกาศ “ขบวนการม้าบิน” (Chollima Movement) ในปี 2501 ที่กระตุ้นให้ประชาชนขยันขันแข็งในการทำงาน เร่งเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะทางด้านการเกษตร
เกาหลีเหนือมีระบบการค้าผูกขาดโดยภาครัฐ ทั้งการค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการค้าภายในประเทศ และกระทรวงการค้าต่างประเทศควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือสหกรณ์การค้าของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการค้า รัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามขยายการค้ากับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยได้เน้นการผลิตสินค้าที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น พยายามปรับปรุงเครดิตของเกาหลีเหนือ ส่งเสริมสินค้าออกทั้งแบบ merchant trade และ barter trade ส่งเสริมการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Commission for the Promotion of Foreign Trade) เพื่อสนับสนุนการค้ากับประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเท่านั้น ภาวะการขาดแคลนพลังงานของเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตได้เพียงร้อยละ 20 ของความสามารถในการผลิต ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบการสื่อสารและคมนาคมขนส่งของเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ ซึ่งหากสภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไป อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลายได้ และนำไปสู่การอพยพของชาวเกาหลีเหนือไปสู่จีนและเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาหลีเหนือมีทหารประจำการกว่า 1 ล้านคน ทำให้องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ แสดงข้อห่วงกังวลว่าความช่วยเหลือด้านอาหารที่นานาประเทศส่งไปช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือ ส่วนใหญ่อาจถูกนำไปใช้เลี้ยงดูกองทัพและไม่ถึงมือประชาชนที่อดอยากและขาดแคลนอาหาร
ในปี 2538 และ 2539 ได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาในปี 2540 เกาหลีเหนือประสบกับภาวะภัยแล้งและพายุในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงได้เริ่มขอรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกมาตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ ก่อนการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 2532-2533 ประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือคือ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มูลค่าการค้ากับรัสเซียได้ลดน้อยลงอย่างมาก และประเทศยุโรปตะวันออกก็ไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่นๆ ทั้งทางด้านคุณภาพและราคาได้ รวมทั้ง เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาการขาดเแคลนเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอีกด้วย
รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้ 1) ในปี 2534 ได้พยายามทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกับจีน บริเวณใกล้พรมแดนจีนและรัสเซียเรียกว่า Rajin-Sonbong Free Trade Zone (FTZ) เพื่อเป็นเขตผ่อนผันให้กับนักลงทุนต่างชาติผ่านเข้าออกได้ โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา มีการลดภาษีศุลกากร และมีสิ่งจูงใจอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้รับความสนใจน้อยมาก (มีนักลงทุนจากไทยและจีนเข้าไปลงทุนในขณะนี้) เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่สูง การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ทางการเมืองภายในเกาหลีเหนือ ตลอดจนปัญหาเรื่องนโยบายคุ้มครองการลงทุน รวมทั้งความไม่พร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ สนามบิน ท่าเรือ และการขาดพื้นฐานทางอุตสาหกรรม และ 2) ในปี 2541 ได้เปิดให้บริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้เข้าไปลงทุนโดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณเทือกเขา Kumgang โดยบริษัทฮุนไดต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือเดือนละ 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ [แต่ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้น้อยเกินคาด คือน้อยกว่า 4,000 คนต่อเดือนทำให้บริษัทฮุนไดขาดทุนอย่างนัก จนเมื่อเดือน มกราคม 2545 รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการดังกล่าว เพราะเห้นว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมนโยบายปรองดองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้] 3) เมื่อ ก.ย. 2545 เกาหลีเหนือได้ประกาศให้เมืองชินอึยจู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดชายแดนจีนตรงข้ามเมืองตานตงของมณฑลเหลียวหนิงมีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นกั้นพรมแดนให้เป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยสามารถบัญญัติกฎหมายมีอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ 4) นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ระหว่างนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือกับนายคิม แด-จุง อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในปี 2543 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้มีความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมโครงการนิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Gaeseong Industrial Complex- GIC) ซึ่งปัจจุบัน โครงการดังกล่าวอยู่ในระยะที่ 1 (เสร็จสิ้นในปี 2550) มีอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากค่าจ้างแรงงานที่ถูก การพึ่งพาและทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตเครื่องใช้ในครัว บริษัทผลิตเสื้อผ้า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการค้าต่างประเทศชะงักงัน โดยเฉพาะผลกระทบจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1718 (2006) หากปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานทางการเงินให้เป็นสากลมากขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนในเขตเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
เมื่อ 2 สิงหาคม 2545 เกาหลีเหนือได้เริ่มทดลองมาตรการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยลดการปันส่วนอาหาร และให้ประชาชนซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้นแทน และเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้ออาหารจากตลาดเอง รัฐบาลเกาหลีเหนือจะใช้ family production system ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งคล้ายกับระบบที่จีนใช้เมื่อเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดการซื้อธัญญพืชสำหรับการปันส่วนของรัฐ และจะปล่อยให้เกษตรกรสามารถขายพืชผลได้เองมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดค่าเงินของเกาหลีเหนือจาก 2.2 วอนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เป็น 200 วอนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดต่อไปในอนาคต
การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปได้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการจัดสรรอุปทานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการได้ดีขึ้น มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2546 ภาคเกษตรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4.156 ล้านตันจากความต้องการบริโภค 5.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,390 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 ปี
ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ให้อิสระมากขึ้นแก่ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ ในการเลือกประกอบอาชีพ การบริหารจัดการ การจัดทำข้อตกลงการค้าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจการตลาด ในขณะที่สตรีเกาหลีเหนือก็เข้าไปมีบทบาทในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย
ล่าสุด จากการประชุมสภาประชาชนสูงสุด (SPA) เมื่อ 11 เมษายน 49 ที่ผ่านมา นโยบายทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อันเป็นยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้ ตามหลักจูเช่ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรม Software (นายคิมจองอิลเคยประกาศให้ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของการประวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศ) ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือประกาศว่าการสร้าง ”ประเทศที่เข้มแข็งและมั่งคั่ง” (Kangsong Taeguk-) จะต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุดมการณ์ และการทหาร

เศรษฐกิจการค้า
เกาหลีเหนือมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยเกาหลีเหนือได้ยึดถืออุดมการณ์ลัทธิจูเช่ (Juche) ของพรรคแรงงานเกาหลีมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความเป็นเอกภาพ การพึ่งพาตนเอง เกียรติภูมิของชาติ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศ พร้อมกับประกาศ “ขบวนการม้าบิน” (Chollima Movement) ในปี 2501 ที่กระตุ้นให้ประชาชนขยันขันแข็งในการทำงาน เร่งเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะทางด้านการเกษตร
เกาหลีเหนือมีระบบการค้าผูกขาดโดยภาครัฐ ทั้งการค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการค้าภายในประเทศ และกระทรวงการค้าต่างประเทศควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือสหกรณ์การค้าของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการค้า รัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามขยายการค้ากับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยได้เน้นการผลิตสินค้าที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น พยายามปรับปรุงเครดิตของเกาหลีเหนือ ส่งเสริมสินค้าออกทั้งแบบ merchant trade และ barter trade ส่งเสริมการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Commission for the Promotion of Foreign Trade) เพื่อสนับสนุนการค้ากับประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเท่านั้น ภาวะการขาดแคลนพลังงานของเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตได้เพียงร้อยละ 20 ของความสามารถในการผลิต ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบการสื่อสารและคมนาคมขนส่งของเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ ซึ่งหากสภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไป อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลายได้ และนำไปสู่การอพยพของชาวเกาหลีเหนือไปสู่จีนและเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาหลีเหนือมีทหารประจำการกว่า 1 ล้านคน ทำให้องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ แสดงข้อห่วงกังวลว่าความช่วยเหลือด้านอาหารที่นานาประเทศส่งไปช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือ ส่วนใหญ่อาจถูกนำไปใช้เลี้ยงดูกองทัพและไม่ถึงมือประชาชนที่อดอยากและขาดแคลนอาหาร
ในปี 2538 และ 2539 ได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาในปี 2540 เกาหลีเหนือประสบกับภาวะภัยแล้งและพายุในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงได้เริ่มขอรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกมาตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ ก่อนการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 2532-2533 ประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือคือ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มูลค่าการค้ากับรัสเซียได้ลดน้อยลงอย่างมาก และประเทศยุโรปตะวันออกก็ไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่นๆ ทั้งทางด้านคุณภาพและราคาได้ รวมทั้ง เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาการขาดเแคลนเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอีกด้วย
รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้ 1) ในปี 2534 ได้พยายามทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกับจีน บริเวณใกล้พรมแดนจีนและรัสเซียเรียกว่า Rajin-Sonbong Free Trade Zone (FTZ) เพื่อเป็นเขตผ่อนผันให้กับนักลงทุนต่างชาติผ่านเข้าออกได้ โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา มีการลดภาษีศุลกากร และมีสิ่งจูงใจอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้รับความสนใจน้อยมาก (มีนักลงทุนจากไทยและจีนเข้าไปลงทุนในขณะนี้) เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่สูง การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ทางการเมืองภายในเกาหลีเหนือ ตลอดจนปัญหาเรื่องนโยบายคุ้มครองการลงทุน รวมทั้งความไม่พร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ สนามบิน ท่าเรือ และการขาดพื้นฐานทางอุตสาหกรรม และ 2) ในปี 2541 ได้เปิดให้บริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้เข้าไปลงทุนโดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณเทือกเขา Kumgang โดยบริษัทฮุนไดต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือเดือนละ 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ [แต่ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้น้อยเกินคาด คือน้อยกว่า 4,000 คนต่อเดือนทำให้บริษัทฮุนไดขาดทุนอย่างนัก จนเมื่อเดือน ม.ค. 2545 รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการดังกล่าว เพราะเห้นว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมนโยบายปรองดองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้] 3) เมื่อ ก.ย. 2545 เกาหลีเหนือได้ประกาศให้เมืองชินอึยจู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดชายแดนจีนตรงข้ามเมืองตานตงของมณฑลเหลียวหนิงมีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นกั้นพรมแดนให้เป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยสามารถบัญญัติกฎหมายมีอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ 4) นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ระหว่างนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือกับนายคิม แด-จุง อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในปี 2543 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้มีความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมโครงการนิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Gaeseong Industrial Complex- GIC) ซึ่งปัจจุบัน โครงการดังกล่าวอยู่ในระยะที่ 1 (เสร็จสิ้นในปี 2550) มีอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากค่าจ้างแรงงานที่ถูก การพึ่งพาและทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตเครื่องใช้ในครัว บริษัทผลิตเสื้อผ้า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการค้าต่างประเทศชะงักงัน โดยเฉพาะผลกระทบจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1718 (2006) หากปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานทางการเงินให้เป็นสากลมากขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนในเขตเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
เมื่อ 2 ส.ค. 2545 เกาหลีเหนือได้เริ่มทดลองมาตรการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยลดการปันส่วนอาหาร และให้ประชาชนซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้นแทน และเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้ออาหารจากตลาดเอง รัฐบาลเกาหลีเหนือจะใช้ family production system ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งคล้ายกับระบบที่จีนใช้เมื่อเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดการซื้อธัญญพืชสำหรับการปันส่วนของรัฐ และจะปล่อยให้เกษตรกรสามารถขายพืชผลได้เองมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะลดค่าเงินของเกาหลีเหนือจาก 2.2 วอนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เป็น 200 วอนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดต่อไปในอนาคต
การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปได้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการจัดสรรอุปทานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการได้ดีขึ้น มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2546 ภาคเกษตรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4.156 ล้านตันจากความต้องการบริโภค 5.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,390 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 ปี ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ให้อิสระมากขึ้นแก่ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ ในการเลือกประกอบอาชีพ การบริหารจัดการ การจัดทำข้อตกลงการค้าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจการตลาด ในขณะที่สตรีเกาหลีเหนือก็เข้าไปมีบทบาทในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย การประชุมสภาประชาชนสูงสุด (SPA) เมื่อ 11 เม.ย. 49 ที่ผ่านมา นโยบายทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อันเป็นยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้ ตามหลักจูเช่ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรม Software (นาย Kim Jong Il เคยประกาศให้ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของการประวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศ) ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541เป็นต้นมา เกาหลีเหนือประกาศว่าการสร้าง ”ประเทศที่เข้มแข็งและมั่งคั่ง” (Kangsong Taeguk- 강성대국) จะต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุดมการณ์ และการทหาร ล่าสุด การประชุมสภาประชาชนสูงสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550 ได้มีการพิจารณาภารกิจสำคัญในปี 2007 โดยจะเน้นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยยึดหลักการพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบา เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ภารกิจในปี 2007 จะยังคงเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นปี 2006 เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เร่งด่วน